วันจันทร์ที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2558

ก็ไม่มีอะไรมาก ก็แค่ "คะ" และ "ค่ะ"

อย่างที่บอกแหละว่า...ก็ไม่มีอะไรมากแค่อยากจะบ่นเรื่อง "คะ" และ "ค่ะ"
เห็นหลายๆ คนเขียนแล้วทีแรกก็เข้าใจว่าอาจพิมพ์ผิด แต่หลังๆ มานี่ เอ๊ะ!

เอ๊ะ! และสงสัยว่า "มันผันยากขนาดนั้นเลยเหรอ" ใช้ผิด อ่านผิดกันวุ่นไปหมด

ว่าแล้วมาดูกันดีกว่า

..................................................................................
ข้อมูลจากเว็บเด็กดีดอทคอม (http://www.dek-d.com/board/view/2309371/) อธิบายไว้ว่า

ในงานเขียนนั้น การใช้คำให้ถูกต้องคือสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง
แต่นักเขียนบางส่วน (ซึ่งก็ค่อนข้างเยอะ) มักจำสับสนในการใช้คำว่า "คะ" และ "ค่ะ"
บทความนี้กล่าวถึงวิธีการใช้อย่างถูกต้อง

เริ่มที่การผันวรรณยุกต์
ถ้าเทียบรูปและเสียงวรรณยุกต์กับคำแล้ว จะได้ดังนี้

เสียง  สามัญ  เอก  โท  ตรี  จัตวา
รูป      -         ขะ    ค่ะ  คะ    ค๋ะ
หมายเหตุ "ค๋ะ" ไม่ใช้ในภาษาไทย ส่วน "ขะ" สามารถประสมเป็นคำได้ เช่น "ขะมุกขะมอม"

เนื่องจาก "คะ" เป็นอักษรต่ำ คำตาย ดังนั้นรูปเอกเสียงโท รูปสามัญเสียงตรี 
"คะ" ออกเสียงว่า "ค๊ะ" (ซึ่งก็เป็นเสียงของมันอยู่แล้ว ไม่ต้องใส่ไม้ตรี)
"ค่ะ" ออกเสียงว่า "ข้ะ" (นึกถึงว่าเราออกเสียงคำว่า "ค่า" สั้นๆ)
ในกรณีหลัง เราคุ้นกับการออกเสียงว่า "ขะ" มากกว่า จากหลายๆปัจจัย

ที่จริงแล้วถ้าจำเสียงมันได้อย่างถูกต้องรับรองว่าไม่พลาดแน่ 
เพราะส่วนใหญ่นั่นพูดปากเปล่าถูกต้อง แต่เขียนคนละเรื่อง
เผื่อบางท่านยังแยกเสียงกับรูปไม่ออก ขอยกตัวอย่างการใช้ดังนี้ค่ะ

การใช้ "คะ"
1.ใช้กับวลี คำ หรือประโยคที่ต้องการเสียงสูง (อย่างน้อยเสียงมันก็สูงกว่า "ค่ะ")
 1.1 ในประโยคคำถาม
 เช่น "หรือคะ" "ได้ไหมคะ" "อะไรดีคะ" ฯลฯ
 1.2 ในการเรียกอย่างต้องการความสุภาพ
 เช่น "พี่คะ" "พ่อคะ" "แม่คะ" "อาจารย์คะ" ฯลฯ
2.ใช้ต่อหลังคะว่า "นะ" รวมเป็น "นะคะ" ( ไม่ใช่ "นะค่ะ")
3.ใช้กับคำว่า "สิ" รวมเป็น "สิคะ" หรือ "สินะคะ"
(สองข้อหลังนี่แยกออกมาเลยเพราะผิดกันเยอะมาก)


การใช้ "ค่ะ"
1.ใช้กับวลี คำ หรือประโยคที่ต้องการเสียงต่ำ
 1.1 ในประโยคบอกเล่า โดยเฉพาะการให้ข้อมูล
 เช่น "สวัสดีค่ะ" "ฉันชื่อ...ค่ะ" "ที่นี่บ้านดิฉันค่ะ" "นี่เพื่อนฉันเองค่ะ" ฯลฯ
(โดยเฉพาะเวลาที่ให้ข้อมูลพรวดๆนั้นใช้ "ค่ะ" ไปเลย จนกว่าจะถึงประโยคคำถามนั่นแหละ)
 1.2 ในการตอบรับ
 เช่น "ค่ะ" "ได้ค่ะ" "เชิญค่ะ" "ทราบแล้วค่ะ" ฯลฯ
หมายเหตุ สามารถใช้ต่อหลังคำว่า "น่ะ" รวมเป็น "น่ะค่ะ" ได้

..................................................................................

อ่านดูแล้วก็เหมือนกับที่เรียนมานะ สมัยประถมคุณครูภาษาไทยเคยสอนไว้ จำได้ขึ้นใจเลย

อักษร สูง กลาง ต่ำ
     อักษรสูง มี 11 ตัว คือ ข ฃ ฉ ฐ ถ ผ ฝ ส ษ ศ ห ท่องให้จำง่ายๆ ก็ "ฉันฝากขวดขี้ผึ้งใส่ถุงให้เศรษฐี" เป็นหมวดอักษรที่พื้นเสียงเป็นเสียงจัตวา ผันด้วยวรรณยุกต์เอกเป็นเสียงเอก ผันด้วยวรรณยุกต์โทเป็นเสียงโท แต่ถ้าเป็นคำตาย จะผันได้แค่ ๒ เสียง คือ เสียงเอก และเสียงโท 
     อักษรกลาง มี 9 ตัว ก จ ด ต บ ป อ ฎ ฏ ท่องให้จำง่ายๆ ก็ "ไก่จิกเด็กตายบนปากโอ่ง ฎ ฏ" เป็นหมวดอักษรที่พื้นเสียงเป็นเสียงสามัญ สามารถผันได้ครบทั้ง ๕ เสียง คือ ผันด้วยวรรณยุกต์เอกเป็นเสียงเอก ผันด้วยวรรณยุกต์โทเป็นเสียงโท ผันด้วยวรรณยุกต์ตรีเป็นเสียงตรี ผันด้วยวรรณยุกต์จัตวาเป็นเสียงจัตวา แต่ถ้าเป็นคำตาย จะผันได้แค่ ๔ เสียง คือ เสียงเอก เสียงโท เสียงตรี และเสียงจัตวา
     อักษรต่ำ มี 24 ตัวแบ่งเป็น เป็นหมวดอักษรที่พื้นเสียงเป็นเสียงสามัญ ผันด้วยวรรณยุกต์เอกเป็นเสียงโท ผันด้วยวรรณยุกต์โทเป็นเสียงตรี
            - อักษรต่ำคู่ คือ อักษรต่ำที่มีเสียงคู่กับอักษรสูง มี 14 ตัว คือ ค ฅ ฆ ช ซ ฌ ฑ ฒ ท ธ พ ฟ ภ ฮ ท่องให้จำง่ายๆ ก็ "พ่อค้าฟันทองซื้อช้างฮ่อ ฅ ฆ ฌ ฑ ฒ ธ ภ"
            - อักษรต่ำคู่ คือ อักษรต่ำที่ไม่มีเสียงคู่กับอักษรสูง มี 10 ตัว คือ ง ญ น ย ณ ร ว ม ฬ ล ท่องให้จำง่ายๆ ก็ "งูใหญ่นอนอยู่ ณ ริมวัดโมฬีโลก"


คำเป็น คำตาย 
       คำเป็น หมายถึง
       
    1. พยางค์ที่มีเสียงสระยาวในแม่ ก กา
            2. พยางค์ที่มีพยัญชนะตัวสะกด แม่ กง กน กม เกย เกอว 

       คำตาย หมายถึง คำที่พื้นเสียงเป็นเสียงเอก ผันด้วย ไม้โท เป็นเสียงโท และผันด้วย ไม้ตรี เป็นเสียงตรี
         
 1. พยางค์ที่มีเสียงสระสั้นในแม่ ก กา 

           2. พยางค์ที่มีพยัญชนะตัวสะกด แม่ กก กด กบ 


สรุปก็คือ
       "คะ" เป็นอักษรต่ำ คำตาย ดังนั้นรูปเอกเสียงโท รูปสามัญเสียงตรี 
       "คะ" ออกเสียงว่า "ค๊ะ" (ซึ่งก็เป็นเสียงของมันอยู่แล้ว ไม่ต้องใส่ไม้ตรี)
       "ค่ะ" ออกเสียงว่า "ข้ะ" (คล้ายๆ เสียงคำว่า "ค่า" แต่สั้นๆ)

บ่นมายาวๆ ยาวมากถึงมากที่สุดถ้ายังงงก็หาอ่านในเน็ตมีเยอะแยะจ้า หรือหยิบหนังสือวิชาภาษาไทยมาอ่านเล่นๆ ก็สนุกดีนะคะ

วันนี้บ่นแบบมีสาระบ้าง ไร้สาระบ้างมาพอประมาณ

ลาก่อนค่ะ มีความสุขกันมากๆ นะคะ

วันอังคารที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2558

นานๆ แวะเข้ามาที...ก็ดีนะ!

นานแล้วที่ไม่ได้มาเยือน Blog ที่ตัวเองสร้างไว้

ไม่แน่ใจว่าตอนนั้นคิดยังไงถึงสร้างพล็อกนี้ขึ้นมา ระหว่าง
+ อยากบอก อยากบ่น อยากตะโกน อยากสะบดออกมาดังๆ แต่กลัวโดนด่าเลยต้องมาแอบไว้ตรงนี้ (คิดว่าคงไม่มีใครรู้ว่าเป็นเรา...มั้ง)
+ ความรู้สึกที่อยากมีพื้นที่ให้ระบายความคิดความรู้สึกของตัวเองออกมาบ้าง
+ อยากอินเทรนด์ มีบล็อกเป็นของตัวเอง....เผื่อวันหน้าจะมีโอกาสเป็นเซเล็บ แล้วรวมเล่มเรื่องราวของตัวเองให้คนอื่นอ่านบ้าง (ทั้งๆ ที่หาสาระไม่ค่อยเจอ แถมส่วนใหญ่เป็นเรื่องที่โค้ดคนอื่นมา นี่แหละ) แจกในงานศพตัวเอง อ้าว! ไม่ใช่ละ ฮ่าๆๆๆ

แต่ช่างเถอะ จะด้วยเหตุผลหรืออารมณ์อะไรยังไงก็ช่าง ("ชั่งหัวมัน" -โอะ! คำนี้ก็โค้ดมาจากโครงการฯตามพระราชดำริของในหลวง จะเจอข้อหาเล่นของสูงไหมนะ แต่คาดว่าจะทรงไม่ถือสา และจะทรงมีพระบรมราชรานุญาตในใช้ "ชั่งหัวมัน" ไว้เป็นนัยยะให้คิด ณ โอกาสนี้ด้วย) เมื่อสร้างบล็อก และริจะเป็นบล็อกเกอร์แล้ว ก็ต้องมีเรื่องราวต่างๆ มาเล่าตามธรรมเนียม (เอิ่ม! เรียกว่าบ่น น่าจะตรงกว่า)

แต่วันนี้ยังไม่เล่า วะ วะ ฮ่าๆๆๆๆๆๆ

เอาเป็นว่า ...วันนี้แค่แวะมาเขียนให้ บล็อกแอคทีฟ (น่าจะประมาณว่า มีการเคลื่อนไหว หรือยังมีการใช้งานอยู่อะนะ) เพื่อยืนยันว่าคนเขียนยังไม่ได้ล้มหาย ตาย หรือจากไปไหน แต่อาจมีลืมพาสเวิร์ดบ้างไม่ว่ากัน (ใครจะว่า แกเขียนเอง อ่านเอง ตอบเองอ้ะ....นี่ก็ "พูดคนเดียว" #ความสามารถพิเศษที่นอกเหนือจากการพูดกับคน สัตว์ สิ่งของ)

พอละก่อนนี่จะยาวไปกว่านี้...จบปิ้ง!!!

วันจันทร์ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2557

ความรู้สึกที่มาเยือนซ้ำๆ

จากวันนั้นถึงวันนี้ หนึ่งปีกับแปดเดือนกว่าๆ ที่พ่อจากลูกไป ...
ช่วงเดือนแรกลูกรับไม่ได้ที่ต้องสูญเสียคนที่รักมากที่สุดในชีวิตไป

เดือนถัดมารับไม่ได้มากขึ้นที่
เรียนมาตั้งเยอะ สอนคนมาตั้งมากมายแต่ช่วยอะไรพ่อไม่ได้เลย
......จะเป็นครูพยาบาลต่อไปอีกทำไม

..................ยิ่งนาน..............

คิดว่าความรู้สึกต่างๆ จะจางลง

แต่...ไม่ใช่เลย

ความรู้สึกตอนนี้ มันเป็นความรู้สึกที่อธิบายไม่ถูก คิดอะไรไม่ออก มึน
ความหวัง ความสดใส ความสุขหายไป

ว่างเมื่อไหร่ก็คิดถึงพ่อ และหนักขึ้นถึงแม้ไม่ว่างก็คิดถึงพ่อ
ยิ่งตอนนี้เริ่มคิดถึงแม่ขึ้นมาอีกกลัวแม่จะจากไป

................นี่แหละ............

ผลจากความรัก ความผูกพัน
ยิ่งรักมากเวลาจากกันมันทุกข์ ทุกข์จนอธิบายไม่ถูก

เมื่อก่อนใครบอกว่าทุกข์ก็มองไม่ออก ไม่เข้าใจ คิดว่าอะไรจะปานนั้น
จนมารู้ มาเจอ มาสัมผัสด้วยตัวเอง............................

สัมผัสทุกข์แล้ว สักวันคงได้สัมผัสความสุข ความสดใส อีกครั้ง


วันอาทิตย์ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

6 พฤษภาคม พ.ศ. 2556.... การสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่และสำคัญที่สุดในชีวิต (แด่..."พ่อ")

แด่..."พ่อ"

เย็นวันฉัตรมงคลปีนี้ พ่อบอกว่า "พ่อรักลูก แต่พ่อคงอยู่กับลูกได้ไม่นาน ถ้าพ่อเป็นอะไรไป...ขอให้ลูกของพ่อจงเป็นคนดี อย่ามัวห่วงพ่อ อย่ากังวล จงเป็นผู้ใหญ่ที่น่านับถือ และจงถือเอาข้างหน้าเป็นไป" จากนั้น...ลูกก็ไม่มีโอกาสได้ยินเสียงของพ่ออีกเลย พ่อทำอะไรไว้ตั้งมากมาย แต่ไม่ได้หยิบเอาอะไรไปด้วยเลย ลูกไม่ได้บอกลา ไม่ได้บอกรัก ไม่ได้แทนคุณ และยังไม่ได้กล่าวขอบคุณพ่อเลยด้วยซ้ำ...พอได้ยินเพลงนี้ทีไร ก็อดคิดถึงคำพูดของพ่อไม่ได้สักที  http://www.youtube.com/watch?v=DO3yjlMCA_g …

ลูกขอโอกาสแค่ได้กอดและบอกรักพ่ออีกสักครั้ง http://www.youtube.com/watch?v=izLHRA9k1jQ …"เพียงต้องการ อยากเอ่ยคำลากับเธอซักวินาที พอให้ฉันได้มองแววตาสุดท้ายของเธอคนดียอมทั้งนั้น แค่เพียงให้ฉันได้กอดเธอเอาไว้ตรงนี้ จะย้ำเตือนกับเธอว่า รักเธอ จนนาทีสุดท้าย"


....รักพ่อค่ะ......

วันพฤหัสบดีที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

ควันหลงวันวาเลนไทน์

วันนี้หลายคนคงเฝ้ารอว่าจะเกิดอะไรให้ชุ่มชื่นหัวใจบ้างไม๊

แต่อย่าลืมคำสอนของพระพุทธองค์ที่ว่า "ไม่ควรปล่อยตนให้ตกอยู่ภายใต้อำนาจแห่งความรักเพราะการพลัดพรากจากสิ่งอันเป็นที่รักเป็นเรื่องทรมานและเรื่องที่จะบังคับมิให้พลัดพรากก็เป็นสิ่งสุดวิสัยทุกคนจะต้องพลัดพรากจากสิ่งอันเป็นที่รักที่พอใจ ไม่วันใดก็วันหนึ่ง"

แต่เราควรยึดมั่นในพระปัจฉิมโอวาสที่ว่า "สังขารทั้งหลายมีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลายจงยังกิจทั้งปวงอันเป็นประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่นให้บริบูรณ์ด้วยความไม่ประมาทเถิด"

เออ! วันนี้มาแนวธรรมะธรรมโมแฮะ สงสัยช่วงนี้เจออะไรมาเยอะ หลงคิดไปว่าตัวเองกำลังเข้าใจสัจธรรม เอาน่ะช่วงหนึ่งที่คิดว่าเข้าใจก็ยังดี วันหน้าคงมีโอกาศเข้าใจอย่าถ่องแท้

HAPPY VALENTINE'S DAY 

วันจันทร์ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2555

วันนี้คุณหม่ำแอปเปิ้ลแล้วหรือยัง

วันนี้มีโอกาสเสวนา(จริงๆ แถวบ้านเรียก "คุยกัน") เรื่อง iphone กับพี่วาด และพี่สุทิน 

โดยพี่วาดทำหน้าที่เป็นผู้เชี่ยวชาญ อธิบายคุณสมบัติและประเภทของ iphone ที่ใช้อยุ่ (ถ้าคิดภาพประกอบเป็นพริตตี้หลังคลอด อธิบายและสาธิตการใช้งาน iphone ยี่ห้อหนึ่งซึ่งมีโลโก้สินค้าตรงกัน จะได้อรรถรสมากขึ้นนะ)...และแล้ว เหตุการณืที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น พี่สุทินผู้เงียบขรึมและมึนงง ถามขึ้นมาว่า "อาจารย์คร่าบ!! ทำไมแอปเปิ้ลลูกนั้น ถึงโดนกัดคร่าบ" ... นั่นสินะ
-          ทำไมแอนแอปเพิ้ลลูกนั้นต้องโดนกัด?
-          ทำไมต้องเป็นแอนแอปเพิ้ล? ไม่เป็นมังคุด น้อยหน่า มะเฟือง ขนุน หรือแปะก๊วย ฯลฯ 

พอกลับถึงแฟลตปุ๊บ ก็ทำการประเมินและจัดการ basic & advance ADL ให้เรียบร้อย ก่อนจะคว้าแอปเปิ้ลในตู้เย็นมานั่งแทะ มือก็เริ่มคีย์ข้อความใน google สมองก็คิดไปเรื่อยๆ จนพบว่า "แอนแอปเพิ้ลที่ถูกกัด"...มีที่มาที่ไปดังนี้

พัฒนาการของโลโก้แอปเปิ้ลอันโด่งดัง
    Apple Corp. มีโลโก้อันโดดเด่น คือ รูปแอปเปิลสีใสมีรอยโดนกัดแหว่งข้างขวา เรียกชื่อว่า monochrome Apple ใช้มาตั้งแต่ปี 1998

ก่อนหน้านี้ (1977-1997) Apple ใช้โลโก้ที่มีสีสันเป็นสีรุ้ง ออกแบบโดย Mr.Rob Janoff เพื่อให้สอดคล้องกับผลิตภัณฑ์ Apple II ซึ่งเป็นเครื่องคอมพิวเตอร์รุ่นแรกสำหรับ customer ที่แสดงผลเป็นสีได้ เขาได้ออกแบบโลโก้อันนี้ โดยเริ่มจากโครงรูปผลไม้แอปเปิลแบบง่าย ๆ และเพิ่มรอยกัด ลงไปเพื่อให้แตกต่างจากผลเชอรี่ หรือมะเขือเทศ ซึ่งคำ ว่า bite ในภาษาอังกฤษก็อาจจะหมายถึง Byte ในภาษาคอมพิวเตอร์

แต่ก่อนหน้านี้ไปอีก Apple มีโลโก้อันแรกดั้งเดิมซึ่งก็เกี่ยวข้องกับผลไม้ชนิดเดียวกันนี้ นั่นคือ ภาพ Drawing ขาวดำ ของ เซอร์ไอแซค นิวตัน นั่งอยู่ใต้ต้น Apple ภายใต้แนวคิดที่ว่า ลูกแอปเปิล เป็นสิ่งที่ทำให้ นิวตันค้นพบแรงโน้มถ่วงของโลกซึ่ง ทำให้เกิด idea และสมมุติฐานทางวิทยาศาสตร์ใหม่ ๆ ตรงกรอบ รอบรูปมีโคลงของ William Wordsworth ว่า “Newton….A mind forever voyaging through strange seas of thought….alone”



ที่มาของโลโก้ "แอปเปิ้ล"
Apple Corp. หรือที่เรารู้จักกันในชื่อแอปเปิ้ล ผู้เป็นเจ้าของระบบปฏิบัติการ Macintosh, เครื่องคอมพิวเตอร์ iMac, เครื่องเล่น MP3 ที่รู้จักกันทั้งโลก “iPod”, โทรศัพท์มือถือ iPhone ฯลฯ นั้นมีโลโก้เป็นรูป แอปเปิ้ลตามชื่อแบรนด์ แต่เหตุใดต้องเป็นแอปเปิ้ล ทำไมไม่เป็นทุเรียน หรือ สับปะรด

      คอนเซปต์ของคำว่า “Apple” มาจากตำนานอดัมกับอีฟที่โด่งดังของชาวคริสต์และยิว เรื่องมีอยู่ว่าในวันที่ 6 หลังจากพระเจ้าสร้างโลกขึ้นมา ก็ได้สร้างมนุษย์คู่แรกของโลก นั่นคือ Adam และ Eve และได้บัญชาไว้ว่า พวกเจ้าจะมีสิทธิ์เหนือทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกใบนี้เหมือนกับเราทั้งพืชและสัตว์ แต่ยกเว้นเพียงสิ่งเดียวตือผลไม้ที่อยู่ตรงกลางสวนอีเดนแห่งนี้ เจ้าจะไม่มีสิทธิ์กินมันหรือแม้แต่จะแตะต้อง มิฉะนั้นเจ้าจะต้องตาย (พระเจ้าใช้เวลาสร้างโลก 6 วัน และพักในวันที่ 7 เป็นที่มาของวันอาทิตย์ที่ทุกคนหยุดงานกันทั่วทั้งโลก และชาวคริสต์ต้องไปเข้าโบสถ์ในวันนี้)

หลังจากนั้นอดัมกับอีฟก็ใช้ชีวิตกันในสวนอีเดนด้วยกัน มีชีวิตเป็นอมตะ ไม่มีการเจ็บไข้ได้ป่วย และอยู่กันอย่างเปลือยกายโดยไร้ซึ่งความอาย วันหนึ่งอีฟได้ถูกล่อลวงโดยงูว่า เจ้ารู้ไหม เหตุใดพระเจ้าของเจ้าจึงห้ามมิให้พวกเจ้าได้กินผลไม้ที่อยู่ตรงกลางของสวนอีเดนแห่งนี้เพราะผลไม้นั้นเป็นผลไม้วิเศษไงล่ะ พระเจ้ารู้ว่าหากเจ้ากินมันเข้าไป เจ้าจะต้องมีพลังเหมือนกับเขา และมีความรู้เหมือนพระเจ้า ฉะนั้นเขาจึงสั่งห้ามมิให้เจ้ากินอีฟได้ยินดังนั้นก็เด็ดผลไม้ที่อยู่บนต้นไม้นั้นลงมา และได้กัดลงไปคำหนึ่ง และส่งต่อให้กับอดัมได้กินด้วย ทันทีที่ได้กินผลไม้ลงไป ทั้งคู่ก็เปิดปัญญาขึ้นและรู้ว่าขณะนี้ทั้งคู่กำลังเปลือยกายอยู่ จึงเกิดความอายขึ้นจึงพยายามหาใบไม้มาปกปิดร่างกาย เย็นวันนั้น ขณะที่พระเจ้ากำลังเดินอยู่ในสวนก็ตะโกนเรียกทั้งคู่ พวกเจ้าอยู่ไหนทันใดนั้นทั้งคู่ก็ออกมาจากหลังต้นไม้และบอกกับพระเจ้าว่า ข้าเป็นท่านกำลังเดินอยู่ในสวน ข้าจึงกลัวและหลบท่านเพราะพวกข้ากำลังเปลือยอยู่ พระเจ้าจึงถามว่า ใครเป็นคนบอกว่าพวกเจ้าเปลือย” “พวกเจ้าได้กินผลไม้ที่ข้าได้ห้ามลงไปแล้วใช่ไหมหลังจากนั้นพระเจ้าก็ได้ลงโทษทั้งงู, อดัมกับอีฟ โดยให้ทั้งคู่ออกไปจากสวนอีเดน และต้องเสียชีวิตอมตะไป สำหรับอีฟที่ล่อลวงให้อดัมกินผลไม้จะต้องเจ็บปวดเมื่อต้องคลอดลูก อดัมจะต้องทำงานอย่างหนักเพื่อที่จะได้มีอาหารกิน

 จะเห็นได้ว่า หลังจากทั้งคู่ได้กินผลไม้เข้าไปก็เกิดปัญญาขึ้น ซึ่งเจ้าแอปเปิ้ลลูกนี้ ชาวคริสต์เรียกมันว่า Fruit of Knowledge หรือ ผลไม้แห่งปัญญาจากโลโก้ของแอปเปิ้ลที่เป็นรูปแอปเปิ้ลถูกกัด ได้ความคิดมาจากเจ้าผลไม้ลูกนี้นี่เอง

ที่มา:
-          รวบรวมโดย วัชรีวรรณ ทรัพย์รุ่งเรือง จาก What’s in a new logo? by Blake Ellis and Josh Glasser http://kmlite.wordpress.com/2010/09/17/v3i4-11/
-          รวบรวมโดย CTLC edu park จาก http://seedang.com/discussions/23698 http://www.tlcthai.com/education/knowledge-online/15439.html

ถ้าวันนี้ธนูไม่ปักหัวเข่าก็คงไม่ฉุกคิดสินะ ฮ่าๆๆ ።።። แต่ตอนนี้ หายข้องใจเป็นปลิดทิ้งละ ไปหลับได้ ฝันดี ฝันดี (เอ๊ะ! บอกใคร ฮ่าๆๆๆๆ)