วันจันทร์ที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2560

ชีวิต 11 วัน ในชิคาโก

ในที่สุดก็หาทางเข้าบล๊อกตัวเองจนได้ ปัญหาเดิมๆ คือลืม user name กับ password
มาอยู่ที่นี่แป๊บๆ 11 วันละ แต่ภาษาก็ยังไม่ได้เรื่องเท่าที่ควร

เตรียมตัวเดินทาง:
ไม่เป็นไรพักไว้ก่อน มาเล่าเรื่องการเดินทางจากไทยมาชิคาโกดีกว่า หลังจากคิดว่าตัวเองเตรียมพร้อมเรื่องเอกสารและศึกษาเส้นทางต่างๆ อย่างรอบคอบแล้ว ทิวาก็จัดการก้อปปี้เอกสารสำคัญ เช่น passport, Visa(วีซาจองเองผ่านเว็บสถานฑูตอเมริกา 3 วันได้สัมภาษณ์ อีก 2 วันรับวีซา), DS-2019, DS-7002, E-tricker, จ่ายบัตรเครดิตและแจ้งการนำไปใช้งานต่างประเทศ, เปิดโรมมิ่งพร้อมแพคเกทโทรต่างประเทศ 1 วัน(กะว่า 1 วัน น่าจะหาเบอร์โทรฯ ที่ชิคาโกได้แล้ว), ซื้อยา, ของฝาก, จัดกระเป๋า และเดินทางงงงง โดยรถที่ทำงานและแก๊งค์เพื่อนสนิท อันได้แก่ ครูป๋อม ครูตู่ ครูใต้ มาส่ง เราออกจากสุพรรณฯ หนึ่งทุ่ม ถึงสุวรรณภูมิเกือบสามทุ่ม (จริงๆ เครื่องออกตีสองนะ แต่มาไวหน่อยขากลับคนมาส่งจะได้ไม่ถึงสุพรรณฯ ดึกมาก) เพื่อนๆ ก็ดีมากเข้ามาดูสถานที่และช่วยตรวจสอบความพร้อมกันเสร็จสรรพ

ผ่าง!

ถึงสนามบินแล้วคิดได้ว่า “ลืมซื้อ traveller check” ที่สำคัญ “ลืมแลกเงิน” ตายๆๆไๆ ลืมเรื่องสำคัญซะด้วย แต่ไม่เป็นไร ชั้นล่างสุดของสุวรรณภูมิมีบูทให้แลกเงินเพียบเลย แต่อาจแพงกว่าข้างนอก ก็พอก้อมแล้มตอนฉุกเฉินอ่ะนะ และนับว่าโชคดีที่วันเดินทางเงินไทยแพงขึ้นจาก 33 บาท เป็น 32 บาท แลกได้ 1 USD  ด้วยความที่ไม่ได้ซื้อเช็คเลยต้องหอบเงินขึ้นเครื่อง “กลัวหาย กลัวโดนข้อหาฟอกเงินด้วย” เลยรียอ่านจ้อกำหนดเรื่องการนำเงินสดเข้าอเมริกาว่า “ไม่เกิน 10,000 USD ต่อการเดินทาง 1 ครั้ง” รอดมากมาย ตรวจยังไงก็ไม่เกิน คือแบบว่าจนค่ะ ฮ่าๆๆๆๆๆๆ

หลังจัดการปัญหาต่างๆ เรียบร้อย เพื่อนๆ ที่มาส่ง ก็กลับบ้าน ใจหายเหมือนกันแฮะ โชคดีที่คุณลุงประชุมเลิกค่ำเลยแวะมาอยู่เป็นเพื่อนจนเกือบๆ สี่ทุ่ม คงไม่ไหวถ้าจะให้คุณลุงวัยหลัวเกษียณมานั่งรอจนจนเราขึ้นเครื่องแล้วขับรถกลับคนเดียวดึกๆ เลยบอกให้คุณลุงกลับบ้านก่อน

นั่งเล่นสักพัก counter chack in ของ Qatar airway ก็เปิด เราก็เอาของไปโหลดทีนี้ก็เดินตัวปลิว อ้อ! สายการบินนี้ให้ 23 กิโลกรัม 2 ใบนะ ไม่เกินอีกเช่นเคย ประมาณว่าสายมินิมอลอะนะ ฮ่าๆๆๆๆๆ

วันนี้พอแค่นี้ก่อนจะลงรถไฟละ ไว้ว่างๆ จะมาบันทึกการเดินทางจากไทยมาชิคาโกต่อ
ว่าแล้วก็ ฟิ้ววววววววววว

วันจันทร์ที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2558

ก็ไม่มีอะไรมาก ก็แค่ "คะ" และ "ค่ะ"

อย่างที่บอกแหละว่า...ก็ไม่มีอะไรมากแค่อยากจะบ่นเรื่อง "คะ" และ "ค่ะ"
เห็นหลายๆ คนเขียนแล้วทีแรกก็เข้าใจว่าอาจพิมพ์ผิด แต่หลังๆ มานี่ เอ๊ะ!

เอ๊ะ! และสงสัยว่า "มันผันยากขนาดนั้นเลยเหรอ" ใช้ผิด อ่านผิดกันวุ่นไปหมด

ว่าแล้วมาดูกันดีกว่า

..................................................................................
ข้อมูลจากเว็บเด็กดีดอทคอม (http://www.dek-d.com/board/view/2309371/) อธิบายไว้ว่า

ในงานเขียนนั้น การใช้คำให้ถูกต้องคือสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง
แต่นักเขียนบางส่วน (ซึ่งก็ค่อนข้างเยอะ) มักจำสับสนในการใช้คำว่า "คะ" และ "ค่ะ"
บทความนี้กล่าวถึงวิธีการใช้อย่างถูกต้อง

เริ่มที่การผันวรรณยุกต์
ถ้าเทียบรูปและเสียงวรรณยุกต์กับคำแล้ว จะได้ดังนี้

เสียง  สามัญ  เอก  โท  ตรี  จัตวา
รูป      -         ขะ    ค่ะ  คะ    ค๋ะ
หมายเหตุ "ค๋ะ" ไม่ใช้ในภาษาไทย ส่วน "ขะ" สามารถประสมเป็นคำได้ เช่น "ขะมุกขะมอม"

เนื่องจาก "คะ" เป็นอักษรต่ำ คำตาย ดังนั้นรูปเอกเสียงโท รูปสามัญเสียงตรี 
"คะ" ออกเสียงว่า "ค๊ะ" (ซึ่งก็เป็นเสียงของมันอยู่แล้ว ไม่ต้องใส่ไม้ตรี)
"ค่ะ" ออกเสียงว่า "ข้ะ" (นึกถึงว่าเราออกเสียงคำว่า "ค่า" สั้นๆ)
ในกรณีหลัง เราคุ้นกับการออกเสียงว่า "ขะ" มากกว่า จากหลายๆปัจจัย

ที่จริงแล้วถ้าจำเสียงมันได้อย่างถูกต้องรับรองว่าไม่พลาดแน่ 
เพราะส่วนใหญ่นั่นพูดปากเปล่าถูกต้อง แต่เขียนคนละเรื่อง
เผื่อบางท่านยังแยกเสียงกับรูปไม่ออก ขอยกตัวอย่างการใช้ดังนี้ค่ะ

การใช้ "คะ"
1.ใช้กับวลี คำ หรือประโยคที่ต้องการเสียงสูง (อย่างน้อยเสียงมันก็สูงกว่า "ค่ะ")
 1.1 ในประโยคคำถาม
 เช่น "หรือคะ" "ได้ไหมคะ" "อะไรดีคะ" ฯลฯ
 1.2 ในการเรียกอย่างต้องการความสุภาพ
 เช่น "พี่คะ" "พ่อคะ" "แม่คะ" "อาจารย์คะ" ฯลฯ
2.ใช้ต่อหลังคะว่า "นะ" รวมเป็น "นะคะ" ( ไม่ใช่ "นะค่ะ")
3.ใช้กับคำว่า "สิ" รวมเป็น "สิคะ" หรือ "สินะคะ"
(สองข้อหลังนี่แยกออกมาเลยเพราะผิดกันเยอะมาก)


การใช้ "ค่ะ"
1.ใช้กับวลี คำ หรือประโยคที่ต้องการเสียงต่ำ
 1.1 ในประโยคบอกเล่า โดยเฉพาะการให้ข้อมูล
 เช่น "สวัสดีค่ะ" "ฉันชื่อ...ค่ะ" "ที่นี่บ้านดิฉันค่ะ" "นี่เพื่อนฉันเองค่ะ" ฯลฯ
(โดยเฉพาะเวลาที่ให้ข้อมูลพรวดๆนั้นใช้ "ค่ะ" ไปเลย จนกว่าจะถึงประโยคคำถามนั่นแหละ)
 1.2 ในการตอบรับ
 เช่น "ค่ะ" "ได้ค่ะ" "เชิญค่ะ" "ทราบแล้วค่ะ" ฯลฯ
หมายเหตุ สามารถใช้ต่อหลังคำว่า "น่ะ" รวมเป็น "น่ะค่ะ" ได้

..................................................................................

อ่านดูแล้วก็เหมือนกับที่เรียนมานะ สมัยประถมคุณครูภาษาไทยเคยสอนไว้ จำได้ขึ้นใจเลย

อักษร สูง กลาง ต่ำ
     อักษรสูง มี 11 ตัว คือ ข ฃ ฉ ฐ ถ ผ ฝ ส ษ ศ ห ท่องให้จำง่ายๆ ก็ "ฉันฝากขวดขี้ผึ้งใส่ถุงให้เศรษฐี" เป็นหมวดอักษรที่พื้นเสียงเป็นเสียงจัตวา ผันด้วยวรรณยุกต์เอกเป็นเสียงเอก ผันด้วยวรรณยุกต์โทเป็นเสียงโท แต่ถ้าเป็นคำตาย จะผันได้แค่ ๒ เสียง คือ เสียงเอก และเสียงโท 
     อักษรกลาง มี 9 ตัว ก จ ด ต บ ป อ ฎ ฏ ท่องให้จำง่ายๆ ก็ "ไก่จิกเด็กตายบนปากโอ่ง ฎ ฏ" เป็นหมวดอักษรที่พื้นเสียงเป็นเสียงสามัญ สามารถผันได้ครบทั้ง ๕ เสียง คือ ผันด้วยวรรณยุกต์เอกเป็นเสียงเอก ผันด้วยวรรณยุกต์โทเป็นเสียงโท ผันด้วยวรรณยุกต์ตรีเป็นเสียงตรี ผันด้วยวรรณยุกต์จัตวาเป็นเสียงจัตวา แต่ถ้าเป็นคำตาย จะผันได้แค่ ๔ เสียง คือ เสียงเอก เสียงโท เสียงตรี และเสียงจัตวา
     อักษรต่ำ มี 24 ตัวแบ่งเป็น เป็นหมวดอักษรที่พื้นเสียงเป็นเสียงสามัญ ผันด้วยวรรณยุกต์เอกเป็นเสียงโท ผันด้วยวรรณยุกต์โทเป็นเสียงตรี
            - อักษรต่ำคู่ คือ อักษรต่ำที่มีเสียงคู่กับอักษรสูง มี 14 ตัว คือ ค ฅ ฆ ช ซ ฌ ฑ ฒ ท ธ พ ฟ ภ ฮ ท่องให้จำง่ายๆ ก็ "พ่อค้าฟันทองซื้อช้างฮ่อ ฅ ฆ ฌ ฑ ฒ ธ ภ"
            - อักษรต่ำคู่ คือ อักษรต่ำที่ไม่มีเสียงคู่กับอักษรสูง มี 10 ตัว คือ ง ญ น ย ณ ร ว ม ฬ ล ท่องให้จำง่ายๆ ก็ "งูใหญ่นอนอยู่ ณ ริมวัดโมฬีโลก"


คำเป็น คำตาย 
       คำเป็น หมายถึง
       
    1. พยางค์ที่มีเสียงสระยาวในแม่ ก กา
            2. พยางค์ที่มีพยัญชนะตัวสะกด แม่ กง กน กม เกย เกอว 

       คำตาย หมายถึง คำที่พื้นเสียงเป็นเสียงเอก ผันด้วย ไม้โท เป็นเสียงโท และผันด้วย ไม้ตรี เป็นเสียงตรี
         
 1. พยางค์ที่มีเสียงสระสั้นในแม่ ก กา 

           2. พยางค์ที่มีพยัญชนะตัวสะกด แม่ กก กด กบ 


สรุปก็คือ
       "คะ" เป็นอักษรต่ำ คำตาย ดังนั้นรูปเอกเสียงโท รูปสามัญเสียงตรี 
       "คะ" ออกเสียงว่า "ค๊ะ" (ซึ่งก็เป็นเสียงของมันอยู่แล้ว ไม่ต้องใส่ไม้ตรี)
       "ค่ะ" ออกเสียงว่า "ข้ะ" (คล้ายๆ เสียงคำว่า "ค่า" แต่สั้นๆ)

บ่นมายาวๆ ยาวมากถึงมากที่สุดถ้ายังงงก็หาอ่านในเน็ตมีเยอะแยะจ้า หรือหยิบหนังสือวิชาภาษาไทยมาอ่านเล่นๆ ก็สนุกดีนะคะ

วันนี้บ่นแบบมีสาระบ้าง ไร้สาระบ้างมาพอประมาณ

ลาก่อนค่ะ มีความสุขกันมากๆ นะคะ

วันอังคารที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2558

นานๆ แวะเข้ามาที...ก็ดีนะ!

นานแล้วที่ไม่ได้มาเยือน Blog ที่ตัวเองสร้างไว้

ไม่แน่ใจว่าตอนนั้นคิดยังไงถึงสร้างพล็อกนี้ขึ้นมา ระหว่าง
+ อยากบอก อยากบ่น อยากตะโกน อยากสะบดออกมาดังๆ แต่กลัวโดนด่าเลยต้องมาแอบไว้ตรงนี้ (คิดว่าคงไม่มีใครรู้ว่าเป็นเรา...มั้ง)
+ ความรู้สึกที่อยากมีพื้นที่ให้ระบายความคิดความรู้สึกของตัวเองออกมาบ้าง
+ อยากอินเทรนด์ มีบล็อกเป็นของตัวเอง....เผื่อวันหน้าจะมีโอกาสเป็นเซเล็บ แล้วรวมเล่มเรื่องราวของตัวเองให้คนอื่นอ่านบ้าง (ทั้งๆ ที่หาสาระไม่ค่อยเจอ แถมส่วนใหญ่เป็นเรื่องที่โค้ดคนอื่นมา นี่แหละ) แจกในงานศพตัวเอง อ้าว! ไม่ใช่ละ ฮ่าๆๆๆ

แต่ช่างเถอะ จะด้วยเหตุผลหรืออารมณ์อะไรยังไงก็ช่าง ("ชั่งหัวมัน" -โอะ! คำนี้ก็โค้ดมาจากโครงการฯตามพระราชดำริของในหลวง จะเจอข้อหาเล่นของสูงไหมนะ แต่คาดว่าจะทรงไม่ถือสา และจะทรงมีพระบรมราชรานุญาตในใช้ "ชั่งหัวมัน" ไว้เป็นนัยยะให้คิด ณ โอกาสนี้ด้วย) เมื่อสร้างบล็อก และริจะเป็นบล็อกเกอร์แล้ว ก็ต้องมีเรื่องราวต่างๆ มาเล่าตามธรรมเนียม (เอิ่ม! เรียกว่าบ่น น่าจะตรงกว่า)

แต่วันนี้ยังไม่เล่า วะ วะ ฮ่าๆๆๆๆๆๆ

เอาเป็นว่า ...วันนี้แค่แวะมาเขียนให้ บล็อกแอคทีฟ (น่าจะประมาณว่า มีการเคลื่อนไหว หรือยังมีการใช้งานอยู่อะนะ) เพื่อยืนยันว่าคนเขียนยังไม่ได้ล้มหาย ตาย หรือจากไปไหน แต่อาจมีลืมพาสเวิร์ดบ้างไม่ว่ากัน (ใครจะว่า แกเขียนเอง อ่านเอง ตอบเองอ้ะ....นี่ก็ "พูดคนเดียว" #ความสามารถพิเศษที่นอกเหนือจากการพูดกับคน สัตว์ สิ่งของ)

พอละก่อนนี่จะยาวไปกว่านี้...จบปิ้ง!!!

วันจันทร์ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2557

ความรู้สึกที่มาเยือนซ้ำๆ

จากวันนั้นถึงวันนี้ หนึ่งปีกับแปดเดือนกว่าๆ ที่พ่อจากลูกไป ...
ช่วงเดือนแรกลูกรับไม่ได้ที่ต้องสูญเสียคนที่รักมากที่สุดในชีวิตไป

เดือนถัดมารับไม่ได้มากขึ้นที่
เรียนมาตั้งเยอะ สอนคนมาตั้งมากมายแต่ช่วยอะไรพ่อไม่ได้เลย
......จะเป็นครูพยาบาลต่อไปอีกทำไม

..................ยิ่งนาน..............

คิดว่าความรู้สึกต่างๆ จะจางลง

แต่...ไม่ใช่เลย

ความรู้สึกตอนนี้ มันเป็นความรู้สึกที่อธิบายไม่ถูก คิดอะไรไม่ออก มึน
ความหวัง ความสดใส ความสุขหายไป

ว่างเมื่อไหร่ก็คิดถึงพ่อ และหนักขึ้นถึงแม้ไม่ว่างก็คิดถึงพ่อ
ยิ่งตอนนี้เริ่มคิดถึงแม่ขึ้นมาอีกกลัวแม่จะจากไป

................นี่แหละ............

ผลจากความรัก ความผูกพัน
ยิ่งรักมากเวลาจากกันมันทุกข์ ทุกข์จนอธิบายไม่ถูก

เมื่อก่อนใครบอกว่าทุกข์ก็มองไม่ออก ไม่เข้าใจ คิดว่าอะไรจะปานนั้น
จนมารู้ มาเจอ มาสัมผัสด้วยตัวเอง............................

สัมผัสทุกข์แล้ว สักวันคงได้สัมผัสความสุข ความสดใส อีกครั้ง


วันอาทิตย์ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

6 พฤษภาคม พ.ศ. 2556.... การสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่และสำคัญที่สุดในชีวิต (แด่..."พ่อ")

แด่..."พ่อ"

เย็นวันฉัตรมงคลปีนี้ พ่อบอกว่า "พ่อรักลูก แต่พ่อคงอยู่กับลูกได้ไม่นาน ถ้าพ่อเป็นอะไรไป...ขอให้ลูกของพ่อจงเป็นคนดี อย่ามัวห่วงพ่อ อย่ากังวล จงเป็นผู้ใหญ่ที่น่านับถือ และจงถือเอาข้างหน้าเป็นไป" จากนั้น...ลูกก็ไม่มีโอกาสได้ยินเสียงของพ่ออีกเลย พ่อทำอะไรไว้ตั้งมากมาย แต่ไม่ได้หยิบเอาอะไรไปด้วยเลย ลูกไม่ได้บอกลา ไม่ได้บอกรัก ไม่ได้แทนคุณ และยังไม่ได้กล่าวขอบคุณพ่อเลยด้วยซ้ำ...พอได้ยินเพลงนี้ทีไร ก็อดคิดถึงคำพูดของพ่อไม่ได้สักที  http://www.youtube.com/watch?v=DO3yjlMCA_g …

ลูกขอโอกาสแค่ได้กอดและบอกรักพ่ออีกสักครั้ง http://www.youtube.com/watch?v=izLHRA9k1jQ …"เพียงต้องการ อยากเอ่ยคำลากับเธอซักวินาที พอให้ฉันได้มองแววตาสุดท้ายของเธอคนดียอมทั้งนั้น แค่เพียงให้ฉันได้กอดเธอเอาไว้ตรงนี้ จะย้ำเตือนกับเธอว่า รักเธอ จนนาทีสุดท้าย"


....รักพ่อค่ะ......

วันพฤหัสบดีที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

ควันหลงวันวาเลนไทน์

วันนี้หลายคนคงเฝ้ารอว่าจะเกิดอะไรให้ชุ่มชื่นหัวใจบ้างไม๊

แต่อย่าลืมคำสอนของพระพุทธองค์ที่ว่า "ไม่ควรปล่อยตนให้ตกอยู่ภายใต้อำนาจแห่งความรักเพราะการพลัดพรากจากสิ่งอันเป็นที่รักเป็นเรื่องทรมานและเรื่องที่จะบังคับมิให้พลัดพรากก็เป็นสิ่งสุดวิสัยทุกคนจะต้องพลัดพรากจากสิ่งอันเป็นที่รักที่พอใจ ไม่วันใดก็วันหนึ่ง"

แต่เราควรยึดมั่นในพระปัจฉิมโอวาสที่ว่า "สังขารทั้งหลายมีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลายจงยังกิจทั้งปวงอันเป็นประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่นให้บริบูรณ์ด้วยความไม่ประมาทเถิด"

เออ! วันนี้มาแนวธรรมะธรรมโมแฮะ สงสัยช่วงนี้เจออะไรมาเยอะ หลงคิดไปว่าตัวเองกำลังเข้าใจสัจธรรม เอาน่ะช่วงหนึ่งที่คิดว่าเข้าใจก็ยังดี วันหน้าคงมีโอกาศเข้าใจอย่าถ่องแท้

HAPPY VALENTINE'S DAY