วันจันทร์ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2565

วันที่ 16 ของ "การเริ่มต้น" ที่เชียงใหม่

"การเริ่มต้น" เป็นคำที่ฟังดูแล้วทำให้เกิดความคิด และอารมณ์ที่หลากหลาย


    การเริ่มต้น >>> ฟังดูเป็นคำที่ดี สำหรับหลาย ๆ คนชอบการเริ่มต้น หรือกำลังหาโอกาสในการทำบางอย่าง
    การเริ่มต้น >>> ฟังดูหนักเอาเรื่อง สำหรับคนที่ไม่ชอบการเปลี่ยนแปลง หรือไม่อยากเจอกับสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น

สำหรับเรา "การเริ่มต้น" เป็นความรู้สึกกลาง ๆ ตามอารมณ์หรืออุปนิสัยที่เฉื่อยชา ไม่ได้มีความรู้สึกกระตือรือร้นที่จะทำ หรือสร้างอะไรใหม่ ๆ และไม่ได้โหยหาสิ่งที่จากมา (เออ! อธิบายได้เหมือนคนที่อยู่ในภาวะซึมเศร้าแฮะ แต่ไม่ใช่) 

วันนี้เป็นวันที่ 16 ของการมาทำงานในที่ใหม่ แต่เพราะยังไม่ได้เริ่มทำอะไรเป็นชิ้นเป็ฯอัน จึงรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังอยู่ในระยะพัก หรือระยะเปลี่ยนผ่าน ซึ่งเคยผ่านสภาวะนี้มาแล้ว และรู้ว่าภาวะนี้อยู่ไม่นาน อีกสักพักจะไม่มีเวลาว่างมานั่งบ่นในบล็อกแบบนี้แล้ว

หากประเมินตัวเองว่าย้ายมาที่ทำงานใหม่ ใช้ตัวเองคุ้มกับเงินเดือนที่ได้รับหรือยัง ก็คุ้มอยู่นะ ถึงงานจะดูไม่เป็นชิ้นเป็นอัน แต่ะการวิพากษ์ มคอ. ทั้งหลักสูตรให้ผู้รับผิดชอบวิชาไปปรับแก้และดำเนินการสอนต่อไปได้ ก็ถือว่าคุ้มค่า...แต่สัปดาห์นี้นี่แหละ จะทำตัวยังไงให้คุ้มกับเงินเดือนที่ประชาชนจ่ายให้ เมื่อวานเขียนบทความ 2 เรื่อง วันนี้หางานวิจัย บ่นในบล็อก พรุ่งนี้-มะรืนนี้ทำอะไร  วันศุกร์ซ้อมแผนอัคคีภัยทั้งวัน ถึง 18.30 มั้ง (จริงจังดัแฮะ ก็นะ ที่นี่มีไฟป่าบ่อย)

นี่แหละ การเริ่มต้นใหม่ ในที่ทำงานใหม่ จังหวัดเชียงใหม่....ก็โอนะ....ไม่ดีที่สุด แต่ ไม่ได้แย่........................


16-8-2565 @1:37PM

วันพุธที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2562

สัญญาณของรักแท้ 5 ข้อ



วันนี้รื้อไฟล์งานในแล็บท็อบแล้วเจอบทความ คำคม รูปภาพ เรื่องมีสาระและเรื่องไร้สาระที่เก็บไว้เพียบเลย ... ไม่รู้ว่ามีประโยชน์หรือไม่แต่อยากเก็บไว้ว่าครั้งหนึ่งเราเคยอ่านเรื่องแบบนี้ด้วยแฮะ...เลยขอประเดิมเรื่องแรกละกันค่ะ ... 

ก่อนอื่นต้องขอบอกไว้ก่อนเลยนะจ๊ะ ว่าไม่ใช่กูรูด้านนี้ ถ้าใครบังเอิญผ่านมาอ่านแล้วอยากปรึกษาบอกไว้ก่อนเลยค่ะว่า ไม่เชี่ยว...มาบ่นให้อ่านได้จ้า แต่โนคอมเม้นท์นะจ๊ะ เรื่องนี้ป้าไม่เชี่ยวค่ะ...ป้าก๊อบเค้ามาไว้อ่านเพลินๆ สลับกับทีสิสสมัยเรียนโท เหมือนจะเขียนเองบ้างแต่นานละ เอามาปัดฝุ่นเล็กน้อยไว้อ่านเล่นในห้องน้ำก็พอได้อยู่นะ ...



"คำพูด" หรือ "คำสัญญา" ไม่สำคัญเท่าการกระทำ 
"คิดถึง" วันละ 10 รอบ ไม่สำคัญเท่า "การหาโอกาสมาพบเจอเพียง 1 นาที" 
บอก "รัก" วันละ 100 รอบ ก็ไม่สำคัญเท่า "การแสดงออกถึงความรัก" 
คำสัญญาว่า "จะอยู่เคียงข้างกันตลอดไป" ก็ไม่สำคัญเท่า "ตอนนี้ เวลานี้ ยังอยู่เคียงข้างกัน"

แต่ก็นั่นแหละถ้าไม่พูดคำว่า "รัก" ออกไป หลายๆ คนอาจมองไม่ออก หรือ "บอกรัก" บ่อยๆ ก็อาจมีข้อสงสัยว่าพูดจริงหรือเปล่า เชื่อได้ไหม รักจริงหรือแค่หลอกให้เคลิ้มเล่นๆ

วันนี้เลยขอนำวิธีการสังเกตสัญญาณของรักแท้ 5 ข้อ มาฝากกันค่ะ ... อ้อ! สำหรับสาวๆ คนไหนที่กำลังมีความรัก แต่ไม่กล้าบอกรักก็สามารถนำ 5 วิธีนี้ไปใช้ เพื่อ "บอกรักแบบอ้อมๆ" ได้นะจ๊ะ
ส่วนเขาจะเกทหรือไม่นั่นอีกเรื่องนะคะ...เรื่องแบบนี้ขึ้นอยู่กับหลายๆ ปัจจัยค่ะ 


❤️  สัญญาณของรักแท้ 5 ข้อ  ❤️ 

❤️   ดูแลกันยามเจ็บป่วย 
เรื่องนี้เป็นปัจจัยพื้นฐานของคนที่รักกัน เมื่อยามเจ็บไข้ก็หวังให้คนรักมาดูแล ถ้าอยู่ไกลกันก็ขอแค่ได้ยินเสียงหรือข้อความแสดงความห่วงใยแค่นี้คนป่วยก็ใจชื้นละ ... ยิ่งถ้ามีนำ้ใจไปเยี่ยมคนในครอบครัวที่กำลังป่วย คอยดูแลและห่วงใยด้วยแล้วยิ่งแสดงถึงรักแท้ รักอย่างเปิดเผยและจริงใจ ... การดูแลและแสดงความห่วงใยในช่วงที่เจ็บป่วย หรือไม่สบาย อาจเป็นช่วงเวลาดีๆ ของชีวิตที่มีร่วมกัน

❤️   ปกป้องคุ้มครองจากอันตราย
คู่รักที่ดีควรปกป้องดูแลกันในสถานการณ์ที่ลำบากหรืออันตราย ซึ่งไม่ได้หมายถึงการสละชีวิตเสมอไป แต่หมายถึงการให้กำลังใจ ใส่ใจความรู้สึกของอีกฝ่าย ไม่ปล่อยให้เผชิญปัญหาเพียงลำพังแม้จะเป็นปัญหาเพียงเล็กน้อยก็ตาม ตักเตือน และคอยระวังความปลอดภัย รวมถึงให้ข้อคิดดีๆ ในการใช้ชีวิตแก่กัน

❤️   ให้เกียรติซึ่งกันและกัน
กฎข้อแรกของการเป็นคนรักก็คือการเคารพและให้เกียรติกับคนรักทั้งต่อหน้าและลับหลัง เพราะนี่เป็นสิ่งที่แสดงถึงความจริงใจ ความมีเหตุผล และมิตรภาพที่ดีต่อกัน ซึ่งการให้เกียรตินี้อาจจะเผื่อแผ่ไปถึงคนอื่นๆ อีกด้วย

❤️   ปรับตัวให้เข้าหากัน
ถ้าอยากให้ความรักดำเนินไปได้อย่างยาวนานและราบรื่น ก็ต้องรู้จักที่จะก้าวไปข้างหน้าด้วยกัน หรือรู้ถึงจังหวะที่ควรจะถอยหลังคนละก้าวเมื่อเกิดความไม่เข้าใจกัน รู้จักการปรับความคิดให้พบกันครึ่งทาง และที่สำคัญคือ การบอกถึงความคิดความรู้สึกที่แท้จริงแก่กันและกัน เพื่อให้เกิดความเข้าใจและสามารถปรับตัวเข้าหากันได้อย่างแท้จริง

❤️  เติมความหวานให้กัน
การถามถึงเรื่องเล็กๆ น้อยๆ เช่น เหนื่อยไหม ร้อนหรือเปล่า วันนี้คุณดูเครียดๆ นะ ช่วงนี้คุณดูไม่สดชื่นนะ งานหนักหรือเปล่า การบอกคิดถึง ฝันดี เป็นการแสดงถึงความใส่ใจ หรือการบอกรักหรือมอบของขวัญในวันพิเศษบ้าง หรือการมีกิจกรรมร่วมกัน เช่น ไปเที่ยว ดูหนัง ทานข้าว เป็นการเติมความหวานให้ชีวิต ซึ่งข้อนี้เป็นสิ่งที่มักพบเห็นในคู่รักสูงวัยที่ยังหวานชื่นมอบให้แก่กัน ... บางครั้งความหวานที่ว่านี้อาจไม่ต้องเป็นเรื่องฟุ่มเฟือยเกินตัว แต่เป็นความใส่ใจกับเรื่องเล็กๆ น้อยๆ หรือเป็นกิจกรรมที่ทำร่วมกันในชีวิตประจำวันก็ได้

Cr. จำไม่ได้แล้วจ้า ... เกือบ 10 ปีแล้ว (ไม่รู้เหมือนกันเก็บไว้ทำไม สงสัยตอนนั้นแอบชอบใครมั้ง)

วันอาทิตย์ที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2561

มาแล้ว...คิดถึ้ง...คิดถึง

นานแล้วที่ไม่ได้เข้ามาบ้านหลังนี้
นานแล้วที่ไม่ได้มาเยี่ยมเยียนเพื่อนคนนี้....
กลับจากชิคาโก (จริงๆ นอกจากรูปภาพ ของฝาก และเวลาที่เสียไป ก็แทบจะ ไม่มีอะไรที่บอกได้เลยว่าไปไหนมา ด้านภาษา ความรู้ความสามารถ หรือสภาพร่างกายไม่มีอะไรบ่งบอกได้เลยว่าไปอยู่เมกา - อเมริกา ก็ได้อ้ะ เผื่อวันหน้าครูภาษาไทยบังเอิญอ่านเจอท่านจะรับไม่ได้ - ไม่มีพัฒนาการเอาซะเลย เรานะ เรา) มาไม่ถึงสัปดาห์ก็เจอเรื่องวุ่นๆ
พอผ่านเรื่องวุ่นๆ มาได้ ไม่สิ เรียกว่า "ไม่ผ่าน" น่าจะตรงกว่า แต่ "ต้องอยู่กับมันให้ได้" 

โอเค อยู่กับเรื่องวุ่นวายมาได้สักพัก วันนี้เลยมีโอกาสมาเยี่ยมเพื่อนเก่า (บล็อกนี้ไง) เพื่อนที่ไม่เคยปฏิเสธที่จะฟัง เพื่อนที่ไม่เคยโต้เถียงหรือคอมเม้นต์ เพื่อนที่ไม่รู้ว่าจริงๆ แล้วอยู่ที่ไหน ....แต่คิดถึงเมื่อไหร่เพื่อนก็ยังคงอยู่ที่เดิม อยู่ที่นี่เสมอ (ถ้ามีสัญญาณเน็ต วะ วะ ฮ่าๆๆๆๆๆๆ)

วันนี้ไม่เวิ่นเว้อมาก เจ็บคอ .... หรา!... แค่แวะมาบอกว่า

"เพื่อนแท้ก็เหมือนกับมาม่า ถึงจะดูเหมือนไม่มีราคา แต่พึ่งพาได้ในยามยาก...นะจ๊ะ"


วันอังคารที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2561

127 วัน ฉันมาเกินครึ่งละ

วันนี้เป็นวันที่ 23-1-2561 เลยเทศกาลปีใหม่มา 23 วัน และเป็นวันที่ 127 ของการใช้ชีวิตอยู่ในชิคาโก ซึ่งอยู่ที่นี่ได้ทำอะไรแปลกๆ ใหม่ๆ เยอะแยะเลย ได้รู้จักเพื่อนใหม่ วัฒนธรรมใหม่ ภาษาใหม่ๆ ได้เรียนรู้และทำกิจกรรมต่างๆ เยอะแยะ อากาศก็แปลกใหม่ แต่สิ่งที่ไม่เคยใหม่เลยคือความรู้สึกเดิมๆ ความรู้สึกที่หนักอึ้งที่ต้องแบกงานจากบ้านมาทำที่นี่ด้วย (แต่ก็นั่นแหละนะ งานที่ขนมาคือวัตถุประสงค์หลักของการมาที่นี่นี่นา จะให้ทิ้งได้ไง)

วันนี้ไม่มีอะไร เข้ามาบ่นเฉยๆ เพราะรู้สึกว่าเวลาผ่านไปเร็วมากๆ แป๊บๆ ใกล้กลับบ้านละ ไม่ใช่ไม่อยากกลับนะจ๊ะ อยากกลับบ้านที่สุด แต่เวลาที่เหลือให้ทำงานนี่สิน้อยกว่างานที่จะทำเยอะเลย อยากยืดไปอีกสัก 6 เดือน เลยทีเดียว

127 วัน ในชิคาโก จริงๆ แล้วก็ไม่นานนะ ได้ทำอะไรเยอะก็จริงแต่ถ้าเทียบกับผลงานที่ผลิตออกมาแล้วไม่คุ้มค่าเลย คิดว่าอยู่บ้านเราน่าจะได้งานมากกว่า นอกจากความขี้เกียจและเฉื่อยชาตามนิสัยที่ใจเย็นพอๆ กับอากาศที่ชิคาโกแล้ว อุปสรรคที่สำคัญในการทำงานวิชาการที่นี่ คือ "ภาษา" และ "งบประมาณ" เพราะฉะนั้นใครที่คิดว่าจะขนงานวิจัยและตำราต่างๆ มาเขียนที่นี่ ถ้าภาษาไม่แข็งแรงพอ แนะนำให้ไปอัพเลเวลก่อนแล้วชีวิตจะง่ายขึ้นเยอะ แค่มางงกับภาษานี่ก็เสียเวลาไปหลายเดือนอยู่นะกว่าจะคุยกับอาจารย์และเพื่อนรู้เรื่อง และถ้าจำเป็นต้องใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์ หรือสิ่งอำนวยความสะดวกใดๆ ที่ไม่สามารถขนมาจากไทยได้กรุณาเตรียมงบประมาณให้เวอร์วังเข้าไว้ เพราะถึงแม่ว่าที่ทำงานจะมีสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆให้ แต่เวลาขนงานกลับไปทำต่อที่บ่านเรายังต้องใช้อุปกรณ์พวกนี้ และราคาอุปกรณ์อิเลกโทรนิกส์ที่นี่ก็แพงมากๆ เพราะมีแต่ของแท้ เครื่องพิมพ์แท้ หมึกแท้ โปรแกรมต่างๆ ก็ของแท้ หาเครื่องพิมพ์ (เออ! ปริ้นเตอร์ก็ได้) แบบที่มีแท็งค์หมึกข้างๆ อย่างบ้านเรานี่ไม่มีเลย แบบเลเซอร์นี่ยิ่งไปใหญ่ของแท้เวอร์วังมาก บอกเลยว่าถ้าจะมาทำงานวิชาการควรเตรียมงบฯ และภาษาให้ดี

เอาละ! บ่นพอประมาณ พอให้หายอึดอัด ไว้ว่างๆ จะมาบ่นอีก บ่นแล้วสมองโล่งเขียนงานต่อได้อีกหลายวันเลย ฮ่าๆๆๆ บายจ้า

วันจันทร์ที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2560

ชีวิต 11 วัน ในชิคาโก

ในที่สุดก็หาทางเข้าบล๊อกตัวเองจนได้ ปัญหาเดิมๆ คือลืม user name กับ password
มาอยู่ที่นี่แป๊บๆ 11 วันละ แต่ภาษาก็ยังไม่ได้เรื่องเท่าที่ควร

เตรียมตัวเดินทาง:
ไม่เป็นไรพักไว้ก่อน มาเล่าเรื่องการเดินทางจากไทยมาชิคาโกดีกว่า หลังจากคิดว่าตัวเองเตรียมพร้อมเรื่องเอกสารและศึกษาเส้นทางต่างๆ อย่างรอบคอบแล้ว ทิวาก็จัดการก้อปปี้เอกสารสำคัญ เช่น passport, Visa(วีซาจองเองผ่านเว็บสถานฑูตอเมริกา 3 วันได้สัมภาษณ์ อีก 2 วันรับวีซา), DS-2019, DS-7002, E-tricker, จ่ายบัตรเครดิตและแจ้งการนำไปใช้งานต่างประเทศ, เปิดโรมมิ่งพร้อมแพคเกทโทรต่างประเทศ 1 วัน(กะว่า 1 วัน น่าจะหาเบอร์โทรฯ ที่ชิคาโกได้แล้ว), ซื้อยา, ของฝาก, จัดกระเป๋า และเดินทางงงงง โดยรถที่ทำงานและแก๊งค์เพื่อนสนิท อันได้แก่ ครูป๋อม ครูตู่ ครูใต้ มาส่ง เราออกจากสุพรรณฯ หนึ่งทุ่ม ถึงสุวรรณภูมิเกือบสามทุ่ม (จริงๆ เครื่องออกตีสองนะ แต่มาไวหน่อยขากลับคนมาส่งจะได้ไม่ถึงสุพรรณฯ ดึกมาก) เพื่อนๆ ก็ดีมากเข้ามาดูสถานที่และช่วยตรวจสอบความพร้อมกันเสร็จสรรพ

ผ่าง!

ถึงสนามบินแล้วคิดได้ว่า “ลืมซื้อ traveller check” ที่สำคัญ “ลืมแลกเงิน” ตายๆๆไๆ ลืมเรื่องสำคัญซะด้วย แต่ไม่เป็นไร ชั้นล่างสุดของสุวรรณภูมิมีบูทให้แลกเงินเพียบเลย แต่อาจแพงกว่าข้างนอก ก็พอก้อมแล้มตอนฉุกเฉินอ่ะนะ และนับว่าโชคดีที่วันเดินทางเงินไทยแพงขึ้นจาก 33 บาท เป็น 32 บาท แลกได้ 1 USD  ด้วยความที่ไม่ได้ซื้อเช็คเลยต้องหอบเงินขึ้นเครื่อง “กลัวหาย กลัวโดนข้อหาฟอกเงินด้วย” เลยรียอ่านจ้อกำหนดเรื่องการนำเงินสดเข้าอเมริกาว่า “ไม่เกิน 10,000 USD ต่อการเดินทาง 1 ครั้ง” รอดมากมาย ตรวจยังไงก็ไม่เกิน คือแบบว่าจนค่ะ ฮ่าๆๆๆๆๆๆ

หลังจัดการปัญหาต่างๆ เรียบร้อย เพื่อนๆ ที่มาส่ง ก็กลับบ้าน ใจหายเหมือนกันแฮะ โชคดีที่คุณลุงประชุมเลิกค่ำเลยแวะมาอยู่เป็นเพื่อนจนเกือบๆ สี่ทุ่ม คงไม่ไหวถ้าจะให้คุณลุงวัยหลัวเกษียณมานั่งรอจนจนเราขึ้นเครื่องแล้วขับรถกลับคนเดียวดึกๆ เลยบอกให้คุณลุงกลับบ้านก่อน

นั่งเล่นสักพัก counter chack in ของ Qatar airway ก็เปิด เราก็เอาของไปโหลดทีนี้ก็เดินตัวปลิว อ้อ! สายการบินนี้ให้ 23 กิโลกรัม 2 ใบนะ ไม่เกินอีกเช่นเคย ประมาณว่าสายมินิมอลอะนะ ฮ่าๆๆๆๆๆ

วันนี้พอแค่นี้ก่อนจะลงรถไฟละ ไว้ว่างๆ จะมาบันทึกการเดินทางจากไทยมาชิคาโกต่อ
ว่าแล้วก็ ฟิ้ววววววววววว

วันจันทร์ที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2558

ก็ไม่มีอะไรมาก ก็แค่ "คะ" และ "ค่ะ"

อย่างที่บอกแหละว่า...ก็ไม่มีอะไรมากแค่อยากจะบ่นเรื่อง "คะ" และ "ค่ะ"
เห็นหลายๆ คนเขียนแล้วทีแรกก็เข้าใจว่าอาจพิมพ์ผิด แต่หลังๆ มานี่ เอ๊ะ!

เอ๊ะ! และสงสัยว่า "มันผันยากขนาดนั้นเลยเหรอ" ใช้ผิด อ่านผิดกันวุ่นไปหมด

ว่าแล้วมาดูกันดีกว่า

..................................................................................
ข้อมูลจากเว็บเด็กดีดอทคอม (http://www.dek-d.com/board/view/2309371/) อธิบายไว้ว่า

ในงานเขียนนั้น การใช้คำให้ถูกต้องคือสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง
แต่นักเขียนบางส่วน (ซึ่งก็ค่อนข้างเยอะ) มักจำสับสนในการใช้คำว่า "คะ" และ "ค่ะ"
บทความนี้กล่าวถึงวิธีการใช้อย่างถูกต้อง

เริ่มที่การผันวรรณยุกต์
ถ้าเทียบรูปและเสียงวรรณยุกต์กับคำแล้ว จะได้ดังนี้

เสียง  สามัญ  เอก  โท  ตรี  จัตวา
รูป      -         ขะ    ค่ะ  คะ    ค๋ะ
หมายเหตุ "ค๋ะ" ไม่ใช้ในภาษาไทย ส่วน "ขะ" สามารถประสมเป็นคำได้ เช่น "ขะมุกขะมอม"

เนื่องจาก "คะ" เป็นอักษรต่ำ คำตาย ดังนั้นรูปเอกเสียงโท รูปสามัญเสียงตรี 
"คะ" ออกเสียงว่า "ค๊ะ" (ซึ่งก็เป็นเสียงของมันอยู่แล้ว ไม่ต้องใส่ไม้ตรี)
"ค่ะ" ออกเสียงว่า "ข้ะ" (นึกถึงว่าเราออกเสียงคำว่า "ค่า" สั้นๆ)
ในกรณีหลัง เราคุ้นกับการออกเสียงว่า "ขะ" มากกว่า จากหลายๆปัจจัย

ที่จริงแล้วถ้าจำเสียงมันได้อย่างถูกต้องรับรองว่าไม่พลาดแน่ 
เพราะส่วนใหญ่นั่นพูดปากเปล่าถูกต้อง แต่เขียนคนละเรื่อง
เผื่อบางท่านยังแยกเสียงกับรูปไม่ออก ขอยกตัวอย่างการใช้ดังนี้ค่ะ

การใช้ "คะ"
1.ใช้กับวลี คำ หรือประโยคที่ต้องการเสียงสูง (อย่างน้อยเสียงมันก็สูงกว่า "ค่ะ")
 1.1 ในประโยคคำถาม
 เช่น "หรือคะ" "ได้ไหมคะ" "อะไรดีคะ" ฯลฯ
 1.2 ในการเรียกอย่างต้องการความสุภาพ
 เช่น "พี่คะ" "พ่อคะ" "แม่คะ" "อาจารย์คะ" ฯลฯ
2.ใช้ต่อหลังคะว่า "นะ" รวมเป็น "นะคะ" ( ไม่ใช่ "นะค่ะ")
3.ใช้กับคำว่า "สิ" รวมเป็น "สิคะ" หรือ "สินะคะ"
(สองข้อหลังนี่แยกออกมาเลยเพราะผิดกันเยอะมาก)


การใช้ "ค่ะ"
1.ใช้กับวลี คำ หรือประโยคที่ต้องการเสียงต่ำ
 1.1 ในประโยคบอกเล่า โดยเฉพาะการให้ข้อมูล
 เช่น "สวัสดีค่ะ" "ฉันชื่อ...ค่ะ" "ที่นี่บ้านดิฉันค่ะ" "นี่เพื่อนฉันเองค่ะ" ฯลฯ
(โดยเฉพาะเวลาที่ให้ข้อมูลพรวดๆนั้นใช้ "ค่ะ" ไปเลย จนกว่าจะถึงประโยคคำถามนั่นแหละ)
 1.2 ในการตอบรับ
 เช่น "ค่ะ" "ได้ค่ะ" "เชิญค่ะ" "ทราบแล้วค่ะ" ฯลฯ
หมายเหตุ สามารถใช้ต่อหลังคำว่า "น่ะ" รวมเป็น "น่ะค่ะ" ได้

..................................................................................

อ่านดูแล้วก็เหมือนกับที่เรียนมานะ สมัยประถมคุณครูภาษาไทยเคยสอนไว้ จำได้ขึ้นใจเลย

อักษร สูง กลาง ต่ำ
     อักษรสูง มี 11 ตัว คือ ข ฃ ฉ ฐ ถ ผ ฝ ส ษ ศ ห ท่องให้จำง่ายๆ ก็ "ฉันฝากขวดขี้ผึ้งใส่ถุงให้เศรษฐี" เป็นหมวดอักษรที่พื้นเสียงเป็นเสียงจัตวา ผันด้วยวรรณยุกต์เอกเป็นเสียงเอก ผันด้วยวรรณยุกต์โทเป็นเสียงโท แต่ถ้าเป็นคำตาย จะผันได้แค่ ๒ เสียง คือ เสียงเอก และเสียงโท 
     อักษรกลาง มี 9 ตัว ก จ ด ต บ ป อ ฎ ฏ ท่องให้จำง่ายๆ ก็ "ไก่จิกเด็กตายบนปากโอ่ง ฎ ฏ" เป็นหมวดอักษรที่พื้นเสียงเป็นเสียงสามัญ สามารถผันได้ครบทั้ง ๕ เสียง คือ ผันด้วยวรรณยุกต์เอกเป็นเสียงเอก ผันด้วยวรรณยุกต์โทเป็นเสียงโท ผันด้วยวรรณยุกต์ตรีเป็นเสียงตรี ผันด้วยวรรณยุกต์จัตวาเป็นเสียงจัตวา แต่ถ้าเป็นคำตาย จะผันได้แค่ ๔ เสียง คือ เสียงเอก เสียงโท เสียงตรี และเสียงจัตวา
     อักษรต่ำ มี 24 ตัวแบ่งเป็น เป็นหมวดอักษรที่พื้นเสียงเป็นเสียงสามัญ ผันด้วยวรรณยุกต์เอกเป็นเสียงโท ผันด้วยวรรณยุกต์โทเป็นเสียงตรี
            - อักษรต่ำคู่ คือ อักษรต่ำที่มีเสียงคู่กับอักษรสูง มี 14 ตัว คือ ค ฅ ฆ ช ซ ฌ ฑ ฒ ท ธ พ ฟ ภ ฮ ท่องให้จำง่ายๆ ก็ "พ่อค้าฟันทองซื้อช้างฮ่อ ฅ ฆ ฌ ฑ ฒ ธ ภ"
            - อักษรต่ำคู่ คือ อักษรต่ำที่ไม่มีเสียงคู่กับอักษรสูง มี 10 ตัว คือ ง ญ น ย ณ ร ว ม ฬ ล ท่องให้จำง่ายๆ ก็ "งูใหญ่นอนอยู่ ณ ริมวัดโมฬีโลก"


คำเป็น คำตาย 
       คำเป็น หมายถึง
       
    1. พยางค์ที่มีเสียงสระยาวในแม่ ก กา
            2. พยางค์ที่มีพยัญชนะตัวสะกด แม่ กง กน กม เกย เกอว 

       คำตาย หมายถึง คำที่พื้นเสียงเป็นเสียงเอก ผันด้วย ไม้โท เป็นเสียงโท และผันด้วย ไม้ตรี เป็นเสียงตรี
         
 1. พยางค์ที่มีเสียงสระสั้นในแม่ ก กา 

           2. พยางค์ที่มีพยัญชนะตัวสะกด แม่ กก กด กบ 


สรุปก็คือ
       "คะ" เป็นอักษรต่ำ คำตาย ดังนั้นรูปเอกเสียงโท รูปสามัญเสียงตรี 
       "คะ" ออกเสียงว่า "ค๊ะ" (ซึ่งก็เป็นเสียงของมันอยู่แล้ว ไม่ต้องใส่ไม้ตรี)
       "ค่ะ" ออกเสียงว่า "ข้ะ" (คล้ายๆ เสียงคำว่า "ค่า" แต่สั้นๆ)

บ่นมายาวๆ ยาวมากถึงมากที่สุดถ้ายังงงก็หาอ่านในเน็ตมีเยอะแยะจ้า หรือหยิบหนังสือวิชาภาษาไทยมาอ่านเล่นๆ ก็สนุกดีนะคะ

วันนี้บ่นแบบมีสาระบ้าง ไร้สาระบ้างมาพอประมาณ

ลาก่อนค่ะ มีความสุขกันมากๆ นะคะ

วันอังคารที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2558

นานๆ แวะเข้ามาที...ก็ดีนะ!

นานแล้วที่ไม่ได้มาเยือน Blog ที่ตัวเองสร้างไว้

ไม่แน่ใจว่าตอนนั้นคิดยังไงถึงสร้างพล็อกนี้ขึ้นมา ระหว่าง
+ อยากบอก อยากบ่น อยากตะโกน อยากสะบดออกมาดังๆ แต่กลัวโดนด่าเลยต้องมาแอบไว้ตรงนี้ (คิดว่าคงไม่มีใครรู้ว่าเป็นเรา...มั้ง)
+ ความรู้สึกที่อยากมีพื้นที่ให้ระบายความคิดความรู้สึกของตัวเองออกมาบ้าง
+ อยากอินเทรนด์ มีบล็อกเป็นของตัวเอง....เผื่อวันหน้าจะมีโอกาสเป็นเซเล็บ แล้วรวมเล่มเรื่องราวของตัวเองให้คนอื่นอ่านบ้าง (ทั้งๆ ที่หาสาระไม่ค่อยเจอ แถมส่วนใหญ่เป็นเรื่องที่โค้ดคนอื่นมา นี่แหละ) แจกในงานศพตัวเอง อ้าว! ไม่ใช่ละ ฮ่าๆๆๆ

แต่ช่างเถอะ จะด้วยเหตุผลหรืออารมณ์อะไรยังไงก็ช่าง ("ชั่งหัวมัน" -โอะ! คำนี้ก็โค้ดมาจากโครงการฯตามพระราชดำริของในหลวง จะเจอข้อหาเล่นของสูงไหมนะ แต่คาดว่าจะทรงไม่ถือสา และจะทรงมีพระบรมราชรานุญาตในใช้ "ชั่งหัวมัน" ไว้เป็นนัยยะให้คิด ณ โอกาสนี้ด้วย) เมื่อสร้างบล็อก และริจะเป็นบล็อกเกอร์แล้ว ก็ต้องมีเรื่องราวต่างๆ มาเล่าตามธรรมเนียม (เอิ่ม! เรียกว่าบ่น น่าจะตรงกว่า)

แต่วันนี้ยังไม่เล่า วะ วะ ฮ่าๆๆๆๆๆๆ

เอาเป็นว่า ...วันนี้แค่แวะมาเขียนให้ บล็อกแอคทีฟ (น่าจะประมาณว่า มีการเคลื่อนไหว หรือยังมีการใช้งานอยู่อะนะ) เพื่อยืนยันว่าคนเขียนยังไม่ได้ล้มหาย ตาย หรือจากไปไหน แต่อาจมีลืมพาสเวิร์ดบ้างไม่ว่ากัน (ใครจะว่า แกเขียนเอง อ่านเอง ตอบเองอ้ะ....นี่ก็ "พูดคนเดียว" #ความสามารถพิเศษที่นอกเหนือจากการพูดกับคน สัตว์ สิ่งของ)

พอละก่อนนี่จะยาวไปกว่านี้...จบปิ้ง!!!

วันจันทร์ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2557

ความรู้สึกที่มาเยือนซ้ำๆ

จากวันนั้นถึงวันนี้ หนึ่งปีกับแปดเดือนกว่าๆ ที่พ่อจากลูกไป ...
ช่วงเดือนแรกลูกรับไม่ได้ที่ต้องสูญเสียคนที่รักมากที่สุดในชีวิตไป

เดือนถัดมารับไม่ได้มากขึ้นที่
เรียนมาตั้งเยอะ สอนคนมาตั้งมากมายแต่ช่วยอะไรพ่อไม่ได้เลย
......จะเป็นครูพยาบาลต่อไปอีกทำไม

..................ยิ่งนาน..............

คิดว่าความรู้สึกต่างๆ จะจางลง

แต่...ไม่ใช่เลย

ความรู้สึกตอนนี้ มันเป็นความรู้สึกที่อธิบายไม่ถูก คิดอะไรไม่ออก มึน
ความหวัง ความสดใส ความสุขหายไป

ว่างเมื่อไหร่ก็คิดถึงพ่อ และหนักขึ้นถึงแม้ไม่ว่างก็คิดถึงพ่อ
ยิ่งตอนนี้เริ่มคิดถึงแม่ขึ้นมาอีกกลัวแม่จะจากไป

................นี่แหละ............

ผลจากความรัก ความผูกพัน
ยิ่งรักมากเวลาจากกันมันทุกข์ ทุกข์จนอธิบายไม่ถูก

เมื่อก่อนใครบอกว่าทุกข์ก็มองไม่ออก ไม่เข้าใจ คิดว่าอะไรจะปานนั้น
จนมารู้ มาเจอ มาสัมผัสด้วยตัวเอง............................

สัมผัสทุกข์แล้ว สักวันคงได้สัมผัสความสุข ความสดใส อีกครั้ง


วันอาทิตย์ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

6 พฤษภาคม พ.ศ. 2556.... การสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่และสำคัญที่สุดในชีวิต (แด่..."พ่อ")

แด่..."พ่อ"

เย็นวันฉัตรมงคลปีนี้ พ่อบอกว่า "พ่อรักลูก แต่พ่อคงอยู่กับลูกได้ไม่นาน ถ้าพ่อเป็นอะไรไป...ขอให้ลูกของพ่อจงเป็นคนดี อย่ามัวห่วงพ่อ อย่ากังวล จงเป็นผู้ใหญ่ที่น่านับถือ และจงถือเอาข้างหน้าเป็นไป" จากนั้น...ลูกก็ไม่มีโอกาสได้ยินเสียงของพ่ออีกเลย พ่อทำอะไรไว้ตั้งมากมาย แต่ไม่ได้หยิบเอาอะไรไปด้วยเลย ลูกไม่ได้บอกลา ไม่ได้บอกรัก ไม่ได้แทนคุณ และยังไม่ได้กล่าวขอบคุณพ่อเลยด้วยซ้ำ...พอได้ยินเพลงนี้ทีไร ก็อดคิดถึงคำพูดของพ่อไม่ได้สักที  http://www.youtube.com/watch?v=DO3yjlMCA_g …

ลูกขอโอกาสแค่ได้กอดและบอกรักพ่ออีกสักครั้ง http://www.youtube.com/watch?v=izLHRA9k1jQ …"เพียงต้องการ อยากเอ่ยคำลากับเธอซักวินาที พอให้ฉันได้มองแววตาสุดท้ายของเธอคนดียอมทั้งนั้น แค่เพียงให้ฉันได้กอดเธอเอาไว้ตรงนี้ จะย้ำเตือนกับเธอว่า รักเธอ จนนาทีสุดท้าย"


....รักพ่อค่ะ......

วันพฤหัสบดีที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

ควันหลงวันวาเลนไทน์

วันนี้หลายคนคงเฝ้ารอว่าจะเกิดอะไรให้ชุ่มชื่นหัวใจบ้างไม๊

แต่อย่าลืมคำสอนของพระพุทธองค์ที่ว่า "ไม่ควรปล่อยตนให้ตกอยู่ภายใต้อำนาจแห่งความรักเพราะการพลัดพรากจากสิ่งอันเป็นที่รักเป็นเรื่องทรมานและเรื่องที่จะบังคับมิให้พลัดพรากก็เป็นสิ่งสุดวิสัยทุกคนจะต้องพลัดพรากจากสิ่งอันเป็นที่รักที่พอใจ ไม่วันใดก็วันหนึ่ง"

แต่เราควรยึดมั่นในพระปัจฉิมโอวาสที่ว่า "สังขารทั้งหลายมีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลายจงยังกิจทั้งปวงอันเป็นประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่นให้บริบูรณ์ด้วยความไม่ประมาทเถิด"

เออ! วันนี้มาแนวธรรมะธรรมโมแฮะ สงสัยช่วงนี้เจออะไรมาเยอะ หลงคิดไปว่าตัวเองกำลังเข้าใจสัจธรรม เอาน่ะช่วงหนึ่งที่คิดว่าเข้าใจก็ยังดี วันหน้าคงมีโอกาศเข้าใจอย่าถ่องแท้

HAPPY VALENTINE'S DAY 

วันจันทร์ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2555

วันนี้คุณหม่ำแอปเปิ้ลแล้วหรือยัง

วันนี้มีโอกาสเสวนา(จริงๆ แถวบ้านเรียก "คุยกัน") เรื่อง iphone กับพี่วาด และพี่สุทิน 

โดยพี่วาดทำหน้าที่เป็นผู้เชี่ยวชาญ อธิบายคุณสมบัติและประเภทของ iphone ที่ใช้อยุ่ (ถ้าคิดภาพประกอบเป็นพริตตี้หลังคลอด อธิบายและสาธิตการใช้งาน iphone ยี่ห้อหนึ่งซึ่งมีโลโก้สินค้าตรงกัน จะได้อรรถรสมากขึ้นนะ)...และแล้ว เหตุการณืที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น พี่สุทินผู้เงียบขรึมและมึนงง ถามขึ้นมาว่า "อาจารย์คร่าบ!! ทำไมแอปเปิ้ลลูกนั้น ถึงโดนกัดคร่าบ" ... นั่นสินะ
-          ทำไมแอนแอปเพิ้ลลูกนั้นต้องโดนกัด?
-          ทำไมต้องเป็นแอนแอปเพิ้ล? ไม่เป็นมังคุด น้อยหน่า มะเฟือง ขนุน หรือแปะก๊วย ฯลฯ 

พอกลับถึงแฟลตปุ๊บ ก็ทำการประเมินและจัดการ basic & advance ADL ให้เรียบร้อย ก่อนจะคว้าแอปเปิ้ลในตู้เย็นมานั่งแทะ มือก็เริ่มคีย์ข้อความใน google สมองก็คิดไปเรื่อยๆ จนพบว่า "แอนแอปเพิ้ลที่ถูกกัด"...มีที่มาที่ไปดังนี้

พัฒนาการของโลโก้แอปเปิ้ลอันโด่งดัง
    Apple Corp. มีโลโก้อันโดดเด่น คือ รูปแอปเปิลสีใสมีรอยโดนกัดแหว่งข้างขวา เรียกชื่อว่า monochrome Apple ใช้มาตั้งแต่ปี 1998

ก่อนหน้านี้ (1977-1997) Apple ใช้โลโก้ที่มีสีสันเป็นสีรุ้ง ออกแบบโดย Mr.Rob Janoff เพื่อให้สอดคล้องกับผลิตภัณฑ์ Apple II ซึ่งเป็นเครื่องคอมพิวเตอร์รุ่นแรกสำหรับ customer ที่แสดงผลเป็นสีได้ เขาได้ออกแบบโลโก้อันนี้ โดยเริ่มจากโครงรูปผลไม้แอปเปิลแบบง่าย ๆ และเพิ่มรอยกัด ลงไปเพื่อให้แตกต่างจากผลเชอรี่ หรือมะเขือเทศ ซึ่งคำ ว่า bite ในภาษาอังกฤษก็อาจจะหมายถึง Byte ในภาษาคอมพิวเตอร์

แต่ก่อนหน้านี้ไปอีก Apple มีโลโก้อันแรกดั้งเดิมซึ่งก็เกี่ยวข้องกับผลไม้ชนิดเดียวกันนี้ นั่นคือ ภาพ Drawing ขาวดำ ของ เซอร์ไอแซค นิวตัน นั่งอยู่ใต้ต้น Apple ภายใต้แนวคิดที่ว่า ลูกแอปเปิล เป็นสิ่งที่ทำให้ นิวตันค้นพบแรงโน้มถ่วงของโลกซึ่ง ทำให้เกิด idea และสมมุติฐานทางวิทยาศาสตร์ใหม่ ๆ ตรงกรอบ รอบรูปมีโคลงของ William Wordsworth ว่า “Newton….A mind forever voyaging through strange seas of thought….alone”



ที่มาของโลโก้ "แอปเปิ้ล"
Apple Corp. หรือที่เรารู้จักกันในชื่อแอปเปิ้ล ผู้เป็นเจ้าของระบบปฏิบัติการ Macintosh, เครื่องคอมพิวเตอร์ iMac, เครื่องเล่น MP3 ที่รู้จักกันทั้งโลก “iPod”, โทรศัพท์มือถือ iPhone ฯลฯ นั้นมีโลโก้เป็นรูป แอปเปิ้ลตามชื่อแบรนด์ แต่เหตุใดต้องเป็นแอปเปิ้ล ทำไมไม่เป็นทุเรียน หรือ สับปะรด

      คอนเซปต์ของคำว่า “Apple” มาจากตำนานอดัมกับอีฟที่โด่งดังของชาวคริสต์และยิว เรื่องมีอยู่ว่าในวันที่ 6 หลังจากพระเจ้าสร้างโลกขึ้นมา ก็ได้สร้างมนุษย์คู่แรกของโลก นั่นคือ Adam และ Eve และได้บัญชาไว้ว่า พวกเจ้าจะมีสิทธิ์เหนือทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกใบนี้เหมือนกับเราทั้งพืชและสัตว์ แต่ยกเว้นเพียงสิ่งเดียวตือผลไม้ที่อยู่ตรงกลางสวนอีเดนแห่งนี้ เจ้าจะไม่มีสิทธิ์กินมันหรือแม้แต่จะแตะต้อง มิฉะนั้นเจ้าจะต้องตาย (พระเจ้าใช้เวลาสร้างโลก 6 วัน และพักในวันที่ 7 เป็นที่มาของวันอาทิตย์ที่ทุกคนหยุดงานกันทั่วทั้งโลก และชาวคริสต์ต้องไปเข้าโบสถ์ในวันนี้)

หลังจากนั้นอดัมกับอีฟก็ใช้ชีวิตกันในสวนอีเดนด้วยกัน มีชีวิตเป็นอมตะ ไม่มีการเจ็บไข้ได้ป่วย และอยู่กันอย่างเปลือยกายโดยไร้ซึ่งความอาย วันหนึ่งอีฟได้ถูกล่อลวงโดยงูว่า เจ้ารู้ไหม เหตุใดพระเจ้าของเจ้าจึงห้ามมิให้พวกเจ้าได้กินผลไม้ที่อยู่ตรงกลางของสวนอีเดนแห่งนี้เพราะผลไม้นั้นเป็นผลไม้วิเศษไงล่ะ พระเจ้ารู้ว่าหากเจ้ากินมันเข้าไป เจ้าจะต้องมีพลังเหมือนกับเขา และมีความรู้เหมือนพระเจ้า ฉะนั้นเขาจึงสั่งห้ามมิให้เจ้ากินอีฟได้ยินดังนั้นก็เด็ดผลไม้ที่อยู่บนต้นไม้นั้นลงมา และได้กัดลงไปคำหนึ่ง และส่งต่อให้กับอดัมได้กินด้วย ทันทีที่ได้กินผลไม้ลงไป ทั้งคู่ก็เปิดปัญญาขึ้นและรู้ว่าขณะนี้ทั้งคู่กำลังเปลือยกายอยู่ จึงเกิดความอายขึ้นจึงพยายามหาใบไม้มาปกปิดร่างกาย เย็นวันนั้น ขณะที่พระเจ้ากำลังเดินอยู่ในสวนก็ตะโกนเรียกทั้งคู่ พวกเจ้าอยู่ไหนทันใดนั้นทั้งคู่ก็ออกมาจากหลังต้นไม้และบอกกับพระเจ้าว่า ข้าเป็นท่านกำลังเดินอยู่ในสวน ข้าจึงกลัวและหลบท่านเพราะพวกข้ากำลังเปลือยอยู่ พระเจ้าจึงถามว่า ใครเป็นคนบอกว่าพวกเจ้าเปลือย” “พวกเจ้าได้กินผลไม้ที่ข้าได้ห้ามลงไปแล้วใช่ไหมหลังจากนั้นพระเจ้าก็ได้ลงโทษทั้งงู, อดัมกับอีฟ โดยให้ทั้งคู่ออกไปจากสวนอีเดน และต้องเสียชีวิตอมตะไป สำหรับอีฟที่ล่อลวงให้อดัมกินผลไม้จะต้องเจ็บปวดเมื่อต้องคลอดลูก อดัมจะต้องทำงานอย่างหนักเพื่อที่จะได้มีอาหารกิน

 จะเห็นได้ว่า หลังจากทั้งคู่ได้กินผลไม้เข้าไปก็เกิดปัญญาขึ้น ซึ่งเจ้าแอปเปิ้ลลูกนี้ ชาวคริสต์เรียกมันว่า Fruit of Knowledge หรือ ผลไม้แห่งปัญญาจากโลโก้ของแอปเปิ้ลที่เป็นรูปแอปเปิ้ลถูกกัด ได้ความคิดมาจากเจ้าผลไม้ลูกนี้นี่เอง

ที่มา:
-          รวบรวมโดย วัชรีวรรณ ทรัพย์รุ่งเรือง จาก What’s in a new logo? by Blake Ellis and Josh Glasser http://kmlite.wordpress.com/2010/09/17/v3i4-11/
-          รวบรวมโดย CTLC edu park จาก http://seedang.com/discussions/23698 http://www.tlcthai.com/education/knowledge-online/15439.html

ถ้าวันนี้ธนูไม่ปักหัวเข่าก็คงไม่ฉุกคิดสินะ ฮ่าๆๆ ።።። แต่ตอนนี้ หายข้องใจเป็นปลิดทิ้งละ ไปหลับได้ ฝันดี ฝันดี (เอ๊ะ! บอกใคร ฮ่าๆๆๆๆ)

วันพฤหัสบดีที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2554

แวะมาอีกทีก็ยังไม่มีอะไรดีๆ จะเขียน (8 กันยายน พ.ศ. 2554;06:40 PM)

สร้างบล๊อกมาก็หลายวันแล้วนะเนี่ย แต่ก็ยังไม่ได้ลงมือเขียนอะไรให้เป็นเรื่องราวจริงจังสักที
ที่สร้างบล๊อกขึ้นมาอะนะ ...

เดิมที่  >>>  ก็ด้วยความอยากรู้อยากเห็น อยากรู้ว่าบล๊อกคืออะไร
ต่อมา  >>>  ความอยากรู้บล๊อกนำมาทำอะไรได้บ้าง ถ้าให้นักเรียนเข้ามาเรียนหรือค้นคว้าในนี้จะได้ไม๊
ตอนนี้ >>> ไม่รู้อะไรเลย ฮ่าๆๆๆ ไม่รู้ว่าบล๊อกทำอะไรได้บ้างนอกจากบ่นแล้วก็อ่านที่ชาวบ้านเค้าบ่น...เอาเป็นว่า ไหนๆ ก็บังอาจสร้างบล๊อกมาแล้วนิ

"เธอน่ะ(หมายถึงบล๊อก) มาเป็นไดอารีของฉันก็แล้วกันนะ"

ก็ "คน" อยากพวกฉันน่ะวันๆ มีเรื่องให้คิด ให้เจอ ให้ทำ ตั้งมากหมายมันก็เลยมีหลายเรื่องที่อยากเล่าหรืออยากบ่นออกมาบ้าง แต่

เวลาที่.....เล่าความจริงก็หาว่า "ไม่จูงใจ"
           .....ใส่ความเห็นก็หาว่า "โม้"
           .....ปรึกษาคนใหญ่โตก็หาว่า "ไร้สาระ"
           .....ปุจฉาผู้มีธรรมะก็ "เข้าไม่ถึง ฮ่าๆๆๆๆ)

เยอะ!!! ไล่ๆ ไปจนเท่งทึงยังไม่รู้ว่าจะหมดรึเปล่า

เอาเป็นว่าการมาบ่นไว้ที่เธอน่ะเจ๋งสุดละ บ่นแล้วสบายใจสุดๆ ประมาณว่า คิดเอง เออเอง ถามเอง ตอบเอง...แบบที่แถวบ้านเดี๊ยนเรียกว่า "masturbate" ถ้าเป็นการบริการก็ "one stop service" แต่ถ้าเป็นภาษาพุทธะ เรียกได้สวยหรูว่า "จิตภาวนา - ดังที่พระพุทธองค์ทรงตรัสไว้ว่า จิตนี้เป็นธรรมชาติปภัสสรคือผุดผ่อง แต่จิตนี้เศร้าหมองไปเพราะอุปกิเลสคือเครื่องเศร้าหมองทั้งหลายที่จรมา แต่ว่าจิตนี้ก็ปกิบัติให้หลุดพ้นจากอุปกิเลส คือเครื่องเสร้าหมองที่จรมาได้ (สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก วัดบวรนิเวศวิหาร)"

เฮ่อ!! วันนี้ยังไม่บ่นอะไรนะ แค่แวะมาทักทายเฉยๆ ไม่มีเรื่องมีราวอะไรเล๊ย จริงจริ๊ง ฮ่าๆๆๆๆ
นี่แหละความคิดและความขัดแย้งในสมองน้อยๆ ที่บ่นไปถึงไหนก็คงได้บ้าไปถึงนั่น።።።ชะแว๊บบบ จบ

วันเสาร์ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2554

ไฮซีซั่นสำหรับโรคแพ้อากาศ

เมื่อสะสางของเก่า(จริงๆแล้วยังมีอีกเยอะ แต่ที่จริงกว่าคือ ความขี้เกียจเข้าครอบงำซะแล้ว..ตุบ ตุบ แป่ว)มาพอสมควรแล้ว ก็ได้เวลาเริ่มเขียนเรื่องใหม่กันซะที เริ่มจาก "ไฮซีซั่นสำหรับโรคแพ้อากาศ"

อาจเป็นเพราะอากาศทึม ๆ อึมครึม หรืออะไรก็ตามแต่ ทำให้เกิดข้อสงสัยว่า

 "ช่วงนี้เป็นไฮซีซั่นสำหรับโรคแพ้อากาศ"

มองไปทางไหนเห็นแต่คน เศร้าๆ เหงาๆ อึนๆ ซึมๆ...
แต่...เอ๊ะ...หรือเราจะเริ่มบ้า หัวเราะและคึกอยู่ได้คนเดียว

โน! โน! โน! โน! โน!

 เพื่อนพ้องน้องพี่ทั้งหลายคะ "ตื่นจากความซึมเศร้าเหงาหงอยกันได้แล้วค่ะ"
อย่าลืมว่า... "เมื่อใดที่เรามีอารมณ์เศร้า อารมณ์ทุกข์ ผิดหวัง ท้อแท้ หรือหดหู่ใจ อีกไม่กี่อึดใจความสุขก็จะตามมา...เพื่อนพ้องน้องพี่ทั้งหลาpค๊า ตื่น ตื่น ตื่น แล้วเตรียมตัวให้พร้อมกับความสุขที่กำลังจะตามมาภายหลังความทุกข์ค่ะ...ทุกข์น้อยสุขน้อย ทุกข์มากก็สุขมากหน่อย"

ปะ ปะ ปะ "เซย์เฮย์" กันให้ดังๆ

 .........^_^ ดีใจจังยิ้มและหัวเราะได้แล้ว^_^...............

"ไม่ต้องกล่าวคำขอบคุณ...ไม่ต้องตอบแทนหรือทำอะไรเพื่อฉัน"...เพราะ

เธอกับฉันเป็นแค่สิ่งมีชีวิตเล็กๆ บนโลกใบนี้...
โอกาสที่เราจะโคจรมาพบกันมีเพียง หนึ่งในพันล้าน...
เมื่อเธอเหน็ดเหนื่อย อ่อนล้า เสียใจ ท้อแท้หรือกำลังร้องไห้
ฉันจะปล่อยให้เธอเผชิญสิ่งเลวร้ายนั้นเพียงคนเดียวได้อย่างไร? ...

อย่าลืมว่า

"โอกาสเราจะโคจรมาพบกันมีเพียง...หนึ่งในพันล้าน"
และนั่นคือ "โอกาสพิเศษ" โอกาสที่จะได้พบเจอ ได้รู้จักกับ "เธอ...คนพิเศษ"
"...เธอที่เป็นเพื่อนที่ดีที่สุดคนหนึ่งของชีวิตฉัน..."

สู้ต่อไปไอ้มดแดง...เราจะเป็นกำลังใจให้คุณเองค่ะ โฮะๆๆๆๆ...หือ??

บันทึกวันครู (16 ม.ค. 2554 - 02:05 PM)

นับถึงวันนี้ก็สามสิบเอ็ดปีแล้วที่สิ่งมีชีวิตที่เรียกว่า "คน" มีคุณครูคอยพร่ำสอนและเป็นแบบอย่างที่ดีเสมอมา

ครูคนแรกของชีวิต "พ่อแม่" ท่านเริ่มบทบาทของครูโดยพร่ำสอนตั้งแต่วันแรกที่รู้ว่ากำลังจะเป็น พ่อแม่เลยทีเดียว...แม่เคยบอกว่า "พอรู้ว่ามีลูกอยู่ในท้องทุกวันแม่จะลูบที่ท้องและบอกกับลูกว่า ขอให้ลูกของแม่เป็นเด็กดีนะจ๊ะ แล้วพ่อก็จะบอกต่อว่าพ่อจะเลี้ยงลูกให้เป็นคนดีที่สุด" พอเริ่มโตแล้วดื้อพ่อกับแม่ก็จะบอกว่า "นี่ขนาดสอนให้เป็นเด็กดีตั้งแต่ไม่เป็นตัวแล้วนะ" โว้ว! ไม่แรงแต่แสบทรวงสุดๆ กำลัจะดื้ออยู่ดีๆ หยุดเลย แรกๆ หยุดเพราะงง ฮ่าๆๆๆ แต่ตอนนี้คิดว่าพอจะเข้าใจพ่อแม่ละค่ะ

ครูคนต่อมา "พระคุณที่สาม เรือจ้าง เปลวเทียน หรือใครจะเรียกอย่างไรก็แล้วแต่สำนวนและระดับของภาษา" ครูบาอาจารย์ทุกท่านคอยประสิทธิ์ประสาทความรู้ อบรมสั่งสอนคุณธรรมและทักษะต่างๆ ให้สิ่งมีชีวิตที่เรียกว่า "คน" คนนี้ ได้เป็น "คนที่สมบูรณ์" เมื่อเป็นเด็กเราใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่ในโรงเรียน ถ้าท่านทั้งหลายละเลยการอบรมสั่งสอนเสีย ชีวิตของศิษย์คงเหลวแหลกหรือไร้จุดหมาย ท่านทั้งหลายยอมสละเวลาอบรมเด็กที่ไม่ใช่ลูกของตัวเอง เพียงเพื่อ "อยากให้ลูกศิษย์เป็นคนดี สามารถใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับคนในสังคมได้ มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี ถ้าจะให้อินเทรนด์ก็ต้องบอกว่า - อยากให้ศิษย์เป็นคนดี คนเก่ง และมีความสุข"

ในชีวิตของคนหนึ่งคนมีครูมากมายที่คอยพร่ำสอนและเป็นแบบอย่างที่ดี(ทั้งที่เป็นครูจริงๆ ตามที่สังคมกำหนด หรือครูแห่งชีวิตก็ตาม) สิ่งที่ท่านทั้งหลายกระทำไปแล้วนั้น ได้ก่อความเจริญงอกงามแก่ชีวิตของศิษย์ ไม่มีคำกล่าวหรือคำขอบคุณใดที่จะทดแทนพระคุณของท่านทั้งหลายได้หมด ศิษย์จึงขอระลึกถึงคุณของครูทุกท่านและขอปฏิญานว่าจะปฏิบัติแต่สิ่งดีงาม ปฏิบัติแต่สิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมและประเทศชาติสืบไปค่ะ....(นาทีนี้ขออนุญาตงดติ๊งต๊องเนอะ ฮ่าๆๆๆๆๆ)

ไม่มีใครรักฉันได้เหมือนเธอ (18/12/2010; 10:01 AM)

ไปประชุมคราวนี้ขับรถมาราธอนที่สุดในชีวิต...

ก่อนออกเดินทางเจ้าน้องชายตัวแสบดันฝันว่า "บรรดาญาติที่ตายไปแล้วมารับพี่สาวสุดน่าร้าก(เราเอง ฮ่าๆๆๆ)ไปอยู่ด้วย" เป็นเหตให้ พ่อ แม่ และน้องชาย "เวียน" ไม่สิต้องเรียกว่า "กระหน่ำ" โทรศัพท์ถามทุกชั่วโมง(เอ่ออ แต่โทรไม่พร้อมกันนี่สิ เฉลี่ยแล้วก็ทุก 20 นาที ปรื๋อออ) ไม่เป็นอันทำอะไรเลย ทีแรกก็อุ่นใจ --> ขี้เกียจรับ--> เริ่มรำคาญ--> อย่างรำคาญ ฮ่าๆๆๆ แต่อยู่ๆเพลงนี้ก็ดังขึ้นมาพอดี ความรู้สึกทั้งหมดเลยเปลี่ยนเป็น "ความซาบซึ้ง"....



เพลง: ไม่มีใครรักฉันได้เหมือนเธอ
ศิลปิน: นัท มีเรีย


ได้ตื่นมาทุกๆเช้า รู้ว่าเรายังรักกัน
ให้ลมหายใจของฉัน นั้นยังมีค่าเพื่อใคร
ที่เธอนั้นยังรักกัน ฉันจะขอบคุณเท่าไหร่ ก็รู้มันก็คงไม่พอ

เธอไม่เคยจะนิ่งเฉย เธอไม่เคยให้ฉันรอ
เมื่อฉันทุกข์เมื่อฉันท้อ ก็มีเธอข้างๆกัน
ต่อให้ฉันจะพลาดไป เริ่มต้นใหม่ได้ทุกวัน
ก็เพราะฉันได้รักจากเธอคนนี้

จะไม่มีใครอีกแล้ว รักฉันได้อย่างเธอนั้น
รักทุกๆอย่างของฉัน รักกันได้มากอย่างนี้
เมื่อไม่มีใครอีกแล้ว ที่ดีที่สุดอย่างเธอ คนที่แสนดี
และฉันรู้ ชีวิตนี้ ไม่มีใคร จะรักฉันได้เหมือนเธอ

เธอไม่เคยจะนิ่งเฉย เธอไม่เคยให้ฉันรอ
เมื่อฉันทุกข์เมื่อฉันท้อ ก็มีเธอข้างๆกัน
ต่อให้ฉันจะพลาดไป เริ่มต้นใหม่ได้ทุกวัน
ก็เพราะฉันได้รักจากเธอคนนี้

จะไม่มีใครอีกแล้ว รักฉันได้อย่างเธอนั้น
รักทุกๆอย่างของฉัน รักกันได้มากอย่างนี้
เมื่อไม่มีใครอีกแล้ว ที่ดีที่สุดอย่างเธอ คนที่แสนดี
และฉันรู้ ชีวิตนี้ ไม่มีใคร จะรักฉันได้เหมือนเธอ

จะไม่มีใครอีกแล้ว รักฉันได้อย่างเธอนั้น
รักทุกๆอย่างของฉัน รักกันได้มากอย่างนี้

เมื่อไม่มีใครอีกแล้ว ที่ดีที่สุดอย่างเธอ คนที่แสนดี
และฉันรู้ ชีวิตนี้ ไม่มีใคร เมื่อฉันรู้ชีวิตนี้ ไม่มีใคร

ไม่มีแล้วชีวิตนี้ไม่มีใครจะรักฉันได้เหมือนเธอ…

ที่มา: http://www.youtube.com/watch?v=d2W1Fe9ZIgI


"ขอบคุณคนบนฟ้าที่ส่งมาเป็นลูกของพ่อกับแม่...ขอบคุณที่ส่งเจ้าน้องชายมาให้มาทำหน้าที่ พี่ชายจอมบงการ...และขอบคุณมากที่สุดที่ให้มาอยู่กับพ่อแม่ที่เหมือนคนบนฟ้าค่ะ"

แหนะ!! ยิ้มอะดิ รู้ว่ายังไงลูกก็ต้องเปิดให้อ่าน ชิมิ ฮ่าๆๆๆๆๆ

เพลงพิเศษสำหรับคนพิเศษ...มีความสุขมากๆ นะคะแม่ (19 ต.ค. 2553 - 08:50 AM)


"วันนี้วันเกิดแม่ด้วยแหละ" อยากให้แม่มีความสุขมากๆ สุขภาพแข็งแรง และเป็นแม่ที่น่ารักของลูกๆ แบบนี้ตลอดไปค่ะ (ฮ่า ฮ่า ฮ่า รู้ค่ะว่าแม่ไม่ได้เข้ามาอ่านหรอก...แค่อยากบอกให้โลกรู้ว่า "รักแม่ที่สุดในโลกเล้ยยยยย" - โอะ! ไม่ได้ เดี๋ยวพ่อน้อยใจ งั้น...."รักพ่อกับแม่ที่สุดในโลกเล้ยยยยยย ขอให้พ่อกับแม่มีความสุขมากๆ นะค๊า โชคดีที่สุดที่ได้เกิดเป็นลูกของพ่อกับแม่ค่ะ... แต่วันนี้วันเกิดแม่เค้าขอพิเศษวันหนึ่งนะคะพ่อ อ้อ! เผื่อพระน้องแล้วด้วย อดประชุมสายกันเลยเนอะ ฮ่า ฮ่า ฮ่า ^_^)

เนื้อเพลง: เพื่อเธอ
ศิลปิน: ศักดิ์สิทธิ์ เวชสุภาพร

อัลบั้ม: Living in C Major


รู้ตัวหรือเปล่า เธอทำอะไรให้ชีวิตของฉัน
มากมายเท่าไร ที่ได้จากการที่มีเธออยู่ข้างกัน

เป็นความอบอุ่นในหัวใจ เป็นความยิ่งใหญ่ของทุกวัน
เป็นจุดมุ่งหมาย และเรี่ยวแรงใจอันสำคัญ

เพราะว่าเธอนั้นคือดวงใจของฉัน
ที่ทำให้ทุกๆวันฉันเดินสู้ต่อ
ต้องล้มแล้วลุกเท่าไรไม่เคยจะท้อ ไม่เคยหวั่นไหว
ขอเพียงยังมีเธออยู่ด้วยกัน ตลอดไป

รู้สึกหรือเปล่า เธอเติมอะไรให้วันคืนเหล่านั้น
เนิ่นนานเท่าไร ได้สุขจากการที่มีเธออยู่ใกล้กัน

เป็นความอบอุ่นในหัวใจ เป็นความยิ่งใหญ่ของทุกวัน
เป็นจุดมุ่งหมาย และเรี่ยวแรงใจอันสำคัญ

เพราะว่าเธอนั้นคือดวงใจของฉัน
ที่ทำให้ทุกๆวันฉันเดินสู้ต่อ
ต้องล้มแล้วลุกเท่าไรไม่เคยจะท้อ ไม่เคยหวั่นไหว
ขอเพียงยังมีเธออยู่ด้วยกัน ตลอดไป

เพราะว่าเธอนั้นคือดวงใจของฉัน
ที่ทำให้ทุกๆวันฉันเดินสู้ต่อ
ต้องล้มแล้วลุกเท่าไรไม่เคยจะท้อ ไม่เคยหวั่นไหว

ขอเพียงยังมีเธออยู่ด้วยกัน
ขอเพียงยังมีเธอเดินเคียงข้างฉัน
ขอเพียงยังมีเราอยู่ด้วยกัน....ฉันก็สุขใจ

ผู้ใดเดินหมากชีวิตได้ดีที่สุด ผู้นั้นคือผู้ชนะที่แท้จริง (06/10/2553; โค้ดมาจาก เจริญชัย ไชยไพบูลย์วงศ์ - ก๊อบตลอด ฮะ ฮ่า ฮ่า)

ชีวิตที่แท้จริงนั้น ไม่ควร “เติมเต็ม” ไปเสียทั้งหมด...บางครั้ง "การขาดพร่อง" อาจนำมาซึ่ง "การเติมเต็มที่ดีกว่า" เพียงแต่ว่า ท่ามกลางชีวิตที่วุ่นวาย มนุษย์ยากจะมองเห็นได้ว่า

“ในชีวิตช่วงหนึ่งนั้น ตัวเราได้สร้างสรรค์ความเต็มและความว่าง อย่างเหมาะสมลงตัวหรือไม่”

 เราจะถือเป็นภาพวาดที่ดีได้อย่างไร หากทั้งแผ่นเต็มไปด้วยรอยหมึกหรือสีสัน
เราจะถือเป็นภาพวาดที่ดีได้อย่างไร หากทั้งแผ่นเต็มไปด้วย “ความว่าง” ที่ว่างสนิท

"เราจะถือเป็นการทำงานที่ดีได้อย่างไร หากเวลาทั้งหมดอุทิศให้แต่การลงมือทำ แต่ขาดไร้ซึ่งการขบคิดพัฒนาให้ดีกว่าเดิม

เราจะถือเป็นการทำงานที่ดีได้อย่างไรหากเวลาทั้งหมดอุทิศให้แต่การสร้างจินตนาการอันบรรเจิด แต่ไม่ยอมลงมือทำอะไรเลย"

@ เราจะถือเป็นชีวิตที่ดีได้อย่างไร หากทุกการกระทำล้วนอุทิศให้ตนเอง แต่ขาดไร้ซึ่งความรักที่มีต่อเพื่อนมนุษย์

@ เราจะถือเป็นชีวิตที่ดีได้อย่างไร หากทุกการกระทำล้วนอุทิศให้ผู้อื่น โดยไม่มีที่ว่างในการเติมเต็มความรู้สึกส่วนตัวของเราเลย

คำสอนของพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต (17 กันยายน 2553 - อ่านเจอเลยโค้ตคำพูดท่านมาซะเลย)

คำสอนของพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต

สิ่งที่ล่วงไปแล้ว ไม่ควรทำความผูกพัน เพราะเป็นสิ่งที่ล่วงไปแล้วอย่างแท้จริง
แม้กระทำความผูกพันและหมายมั่นให้สิ่งนั้นกลับมาเป็นปัจจุบัน ก็เป็นไปไม่ได้
ผู้ทำความสำคัญมั่นหมายนั้นเป็นทุกข์แต่ผู้เดียว โดยความไม่สมหวังตลอดไป

อนาคตที่ยังมาไม่ถึงนั้น เป็นสิ่งไม่ควรไปยึดเหนี่ยวเกี่ยวข้องเช่นกัน

อดีตปล่อยไว้ตามอดีต อนาคตปล่อยไว้ตามกาลของมัน

ปัจจุบันเท่านั้นจะสำเร็จประโยชน์ได้ เพราะอยู่ในฐานะที่ควรทำได้ ไม่สุดวิสัย

กบฟุ้งซ่าน....ข้างกำแพงวัด (FW mail จากพี่น้อย ครุ มชร.) 26/08/2010

วันนี้มีพี่ๆ ส่งเรื่องดีๆ มาให้อ่านเยอะเลย

ช่วงเช้าเป็นเรื่อง "เมื่อต้องตัดสินใจ" ตอนนี้เย็นเรื่อง "กบฟุ้งซ่าน...ข้างกำแพงวัด" เลยอยากเก็บไว้อ่านเล่นๆ...แต่เอ...ทำไมต้องเป็นกบข้างกำแพงวัดด้วยน๊า?...อ่านดีกว่าเนอะ

กบตัวหนึ่งอาศัยอยู่ข้างกำแพงวัด และทุก ๆ เช้ามันเฝ้าดูพระออกบิณฑบาตร พอพระกับมาถึงวัดเพื่อฉันท์เช้า...กบนึกในใจ อยากเกิดเป็นพระเป็นพระสบายดี มีคนถวายอาหารให้กินทุกวัน

เมื่อพระฉันเสร็จก็นำอาหารที่เหลือมากมายนั้นไปให้เด็กวัดกินต่อแล้วเด็กวัดก็กินกันอย่างเอร็จอร่อย ตอนนี้ กบเปลี่ยนใจ อยากเกิดเป็นเด็กวัดแล้ว เพราะสบายกว่าพระ มันเห็นเด็กวัดหลายคนตื่นสายได้ และไม่ต้องออกตามพระไปบิณฑบาตก็ได้ สบายกว่าเยอะเลย

เมื่อเด็กวัดกินเสร็จก็โกยอาหารที่เหลือทั้งหมดให้หมาวัดไปกินแล้วเด็กวัดทุกคนก็ไปช่วยกันล้างจาน ถึงตอนนี้กบเปลี่ยนใจ อยากเกิดเป็นหมาวัดแล้ว เพราะไม่ต้องล้างจานเหมือนเด็กวัด เป็นหมาวัดสบายกว่า.....

พอหมาวัดกินอาหารเสร็จก็แยกย้ายไปทำหน้าที่เฝ้าบริเวณวัดคอยเห่าคนแปลกหน้า ฝูงแมลงวันก็บินมาตอมและกินอาหารต่อจากหมาวัด ถึงตอนนี้ กบเปลี่ยนใจอีกแล้วอยากเกิดเป็นแมลงวัน เพราะสบายที่สุด ไม่ต้องทำอะไ รเลยหนำซ้ำ ยังมีกองอาหารให้กินไม่มีหมดด้วย

ขณะที่เจ้ากบฟุ้งซ่านกำลังคิดเพลินๆ อยู่นั้นพอดีหันมาเห็นแมลงวันบินมาใกล้ๆจึงใช้ลิ้นตวัดเอาแมลงวันเข้าปากตัวเองโดยสัญชาตญาณ

ถึงตอนนี้ เจ้ากบฟุ้งซ่านจึงบรรลุธรรมฉับพลัน ( Sudden knowledge) คิดได้ว่า

เอ้อ!...
- เป็นตัวของเราเองนี้แหละ ดีที่สุดเลย (The best to be yourself)
- จงเชื่อมั่นในตัวเอง (Be yourself)

และพอถึงตรงนี้ เราก็ได้คำตอบว่า "ทำไมต้องเป็นกบข้างกำแพงวัด"
ซา - หลาด จริงๆ ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า